สถานที่ท่องเที่ยว

🌦ตะลุย “ป่าเมฆ” ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่🌦

ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปสัมผัสกับความงดงามราวสรวงสวรรค์ท่ามกลางป่าเมฆ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สูงที่สุดของเมืองไทย🌳✨ ด้วยความสูงกว่า 2,565 เมตร ทำให้ยอดดอยอินทนนท์คือยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย สูงกว่ายอดเขาอันดับ 2 อย่างยอดดอยผ้าห่มปกที่มีความสูง 2,285 เมตร และด้วยความสูงระดับนี้ ทำให้ยอดดอยอินทนนท์เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศวิทยาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้กระทั้งในฤดูร้อนที่อากาศบนพื้นราบพุ่งสูงทะลุ 30 องศา แต่บนยอดดอยอินทนนท์กลับหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิระดับ 10 องศา แล้วยังมีสายพันธุ์พืช และสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ ทั้งหมดล้วนทำให้สถานที่แห่งนี้มีความน่าสนใจไม่น้อย🌿🌤 👉วันนี้ เราจะมาแนะนำเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้น 2 เส้นทางที่ทั้งน่าสนใจ และเดินง่ายเหมาะกับผู้คนทุกเพศทุกวัยมากฝากกัน😎 1. เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยอินทนนท์ เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สูงที่สุดของเมืองไทย เป็นเส้นทางเดินระยะสั้น ยาวประมาณ 150 เมตร ผ่านป้ายสูงสุดแดนสยาม มุมมหาชนของนักท่องเที่ยวที่ใครมาก็ต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 พระราชบิดาของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีหมุดหลักฐานจุดสูงสุดแดนสยามที่ระบุความสูงที่ 2,565.3341 เมตร ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายให้ได้อ่านเป็นระยะ ช่วยให้มองเห็นภาพความพิเศษของสภาพแวดล้อมในบริเวณนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น และอีกหนึ่งความพิเศษคือสถานที่แห่งนี้คือป่าเมฆ ซึ่งจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงเกินกว่า 2,000 เมตรขึ้นไป และเมืองไทยมียอดเขาที่สูงขนาดนี้เพียง 6 แห่งเท่านั้น ที่ความสูงระดับนี้เป็นความสูงที่เมฆลอยต่ำจะลอยมาปกคลุมป่าได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดหมอกเหมือนป่าที่อยู่ระดับต่ำกว่านี้ พิกัด (ลานจอดรถยอดดอยอินทนนท์) – https://goo.gl/maps/iUF1Qz3gx4byYZgRAการเตรียมตัว – ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-18.00 น. (ด่าน 2) เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เพียงข้ามถนนจากจุดสิ้นสุดเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยอินทนนท์ จะพบกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกเส้นหนึ่ง นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสำคัญในเชิงนิเวศของประเทศไทย เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าพรุภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ดูนกยอดนิยมของผู้ที่ชื่นชอบการดูนกอีกด้วย บนเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 320 เมตร นอกจากอากาศที่เย็นสบายแล้ว สิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้สัมผัสคือเสียงนกนานาชนิดที่เปล่งเสียงประสานกันอย่างไพเราะราวกับเป็นวงดนตรีที่เติมสีสันให้กับผืนป่า นกหายากหลายชนิดสามารถพบได้อย่างง่ายดายที่นี่ นอกจากนี้ อ่างกายังมีความน่าสนใจอีกมากมาย ทั้ง ข้าวตอกฤๅษี พืชจำพวกมอสที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทำหน้าที่เป็นฟองน้ำคอยกักเก็บน้ำให้กับผืนป่า ที่ถึงแม้จะตายแต่เศษซากของข้าวตอกฤๅษีก็ยังสามารถดูดซับน้ำไว้ได้เป็นจำนวนมาก นอกจากข้าวตอกฤๅษีแล้ว ด้วยความที่ดอยอินทนนท์เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ทำให้มีพืชที่น่าสนใจอีกมากมายให้เห็นตลอดเส้นทาง และหากเดินทางมาในช่วงปลายฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม จะได้พบกับดอกไม้ที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “ราชินีแห่งอินทนนท์” อย่างกุหลาบพันปีที่ผลิบานอวดความงามอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พิกัด (จุดจอดรถ) – https://goo.gl/maps/8Aqq2n6mrTtstpZFAการเตรียมตัว – ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม และหากใครอยากจะมาดูนกหลากหลายสายพันธุ์ แนะนำให้พกกล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายรูปที่ติดเลนซ์ซูมมาด้วยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-18.00 น. (ด่าน 2)

🌦ตะลุย “ป่าเมฆ” ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่🌦 อ่านเพิ่มเติม

✨ขอพรพระพิฆเนศ…เสริมความสำเร็จ✨

หากตอนนี้กำลังรู้สึกหมดไฟ หมดแรง หมดกำลังใจ ลองหาเวลาออกเดินทางไปตามความเชื่อและความศรัทธาของตนเองดู แล้วจะรู้และได้พลังกายและพลังใจกลับมาแน่นอน จังหวัดฉะเชิงเทรา ถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการเดินทางมาเยือนเพื่อทำบุญ ไหว้พระ ขอพร แก้บน ฮีลใจตัวเอง วันนี้บัดดี้ จะมาขอพรจากพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ มีปางองค์ใหญ่ถึง 3 ปาง ได้แก่ ที่แรกบัดดี้จะพาไปที่ วัดสมานรัตนาราม (วัดใหม่ขุนสถาน) ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นพระพิฆเนศองค์สีชมพูปางไสยาสน์คเณศ หรือปางนอนเสวยสุข องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะนั่งกึ่งตะแคงบนฐาน พระหัตถ์ซ้ายถืองาที่หัก พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว มีความสูงถึง 16 เมตร ยาว 24 เมตร นักท่องเที่ยวหรือผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ ขอพรเรื่องเงิน ทอง ขอให้ไหลมาเทมา มีโชคลาภ กินอิ่มนอนหลับ มีกินมีใช้สม่ำเสมอ นอกจากได้มาขอพรจากพระพิฆเนศแล้ว ยังสามารถขอพรจากท้าวเวสสุวรรณตะบองทอง และพระพรหมองค์ใหญ่ ที่ให้โชคลาภด้วย สามารถมาปฏิบัติธรรมได้ มีอาหาร ที่พักให้ผู้ปฏิบัติธรรม และมีตลาดวัดสมานฯ เลือกซื้อสินค้าจากชุมชนที่หลากหลาย เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.โทร. 081 983 0400พิกัด https://goo.gl/maps/sRszi5oTbDPLhWk39 จุดที่สอง คือ อุทยานพระพิฆเนศองค์ยืนคลองเขื่อน ห่างจากวัดสมานรัตนาราม ประมาณ 14 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองเขื่อน ที่แห่งนี้ประดิษฐานพระพิฆเนศปางยืน หล่อด้วยสำริด เป็นองค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและในโลก มีความสูงถึง 39 เมตร ประกอบชิ้นส่วนกว่า 854 ชิ้น นักท่องเที่ยวหรือผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ ขอพรเรื่องธุรกิจ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การปลดหนี้ ชีวิตราบรื่น มีพิธีสวดมนต์หมู่อารตีไฟ เป็นขั้นตอนการบูชาเทพของชาวฮินดู สวดเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ บรรยากาศโดยรอบ เป็นที่โล่ง จัดสวนได้อย่างสวยงาม ยาวไปจนถึงริมแม่น้ำบางปะกง มีร้านกาแฟเก๋ ๆ สไตล์อินเดีย ร้านขนม ของฝาก บริการด้วย เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.พิกัด https://goo.gl/maps/7eWUUMLT4ZCbLxzw5 จุดที่สาม คือ วัดโพรงอากาศ ห่างจากอุทยานพระพิฆเนศองค์ยืนคลองเขื่อน ประมาณ 24 กิโลเมตร บนถนนบางน้ำเปรี้ยว-ฉะเชิงเทรา ตำบลโพรงอากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประดิษฐานพระพิฆเนศองค์สีชมพูปางนั่งประทานพร ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน มีความสูง 49 เมตร กว้าง 19 เมตร พระหัตถ์ 4 กร นักท่องเที่ยวหรือผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ ขอพรเรื่องการขจัดอุปสรรคใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ และขอพรท้าวเวสสุวรรณ ที่อยู่บริเวณด้านข้างพระพิฆเนศได้ ชมอุโบสถมหาเจดีย์สีทอง ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย อินเดียและศรีลังกา เป็นเจดีย์ที่แปลกตาและสวยงามยิ่ง เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.พิกัด https://goo.gl/maps/f3i6kPPo2roFjo2b8 เพื่อน ๆ เคยไปขอพรที่ไหนมาแล้วหรือเคยไปขอที่อื่นนอกเหนือจากนี้ ได้ผลเป็นอย่างไร เขียนมาเล่าให้บัดดี้อ่านได้นะคะ

✨ขอพรพระพิฆเนศ…เสริมความสำเร็จ✨ อ่านเพิ่มเติม

✨ 17 สิงหาคม “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ” ✨

จากเรื่องราวของพะยูนน้อยมาเรียมที่ทุกคนรู้จักกันดี ซึ่งได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เป็นต้นกำเนิดให้ผู้คนตื่นตัวที่จะทำความรู้จักกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ 🌊🌊 พะยูน มีชื่อเรียกอีกหลากหลายชื่อ ทั้ง หมูน้ำ หมูดุด ดูหยง เงือก วัวทะเล และดูกอง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณชายฝั่ง กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร มีอายุยืนถึง 70 ปี มีขนาดตัวยาวที่สุดประมาณ 3.3 เมตร และหนักได้ถึง 400 กิโลกรัม ✨ จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2522 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในประเทศไทย พบการกระจายตัวของพะยูนอยู่ในทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน โดยพบมากที่สุดที่บริเวณเกาะลิบง และพื้นที่โดยรอบ ของจังหวัดตรัง ดังเช่นในภาพ 🌊 เกาะลิบง ถือเป็นสวรรค์ของคนรักพะยูน เพราะถือเป็นแหล่งที่พบกิจกรรมของพะยูนได้แทบทุกวัน รวมถึงมีหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนจำนวนมาก จนมีการสร้างสะพานหลีกภัยและหอชมพะยูนความสูง 5 ชั้นที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้รอบทิศทาง ✨

✨ 17 สิงหาคม “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ” ✨ อ่านเพิ่มเติม

🌿พิกัด 5 น้ำตกใกล้กรุงฯ🌿

⛅ใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน อยากชาร์จแบตให้กับตัวเอง วันนี้บัดดี้มี “น้ำตกใกล้กรุงฯ” มาแนะนำ รับรองเลยว่าทุกคนจะได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของธรรมชาติที่เขียวขจี รู้สึกเย็นฉ่ำชุ่มชื่นหัวใจไปกับสายน้ำ และสูดอากาศบริสุทธิ์กันได้อย่างเต็มปอดเลยทีเดียว 🥰✨ 🌿พิกัด 5 น้ำตกใกล้กรุงฯ👉น้ำตกวังตะไคร้ จังหวัดนครนายก👉น้ำตกนางรอง จังหวัดนครนายก👉สวนรุกขชาติมวกเหล็ก (น้ำตกมวกเหล็ก) จังหวัดสระบุรี👉อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย จังหวัดสระบุรี👉อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (น้ำตกเอราวัณ) จังหวัดกาญจนบุรี 🌿น้ำตกวังตะไคร้ น้ำตกวังตะไคร้เกิดจากลำธาร 2 สาย คือน้ำตกแม่ปล้องและน้ำตกเหวกฐิน ไหลมารวมกันที่วังตะไคร้ และเนื่องจากน้ำตกวังตะไคร้จะมีโขดหินน้อยใหญ่สลับกันไปตามลำธาร จึงทำให้น้ำไม่สูงมาก เหมาะสำหรับลงเล่นน้ำ นักท่องเที่ยวนำรถยนต์เข้าไปจอดบริเวณใกล้น้ำตกได้เลย ไม่ต้องเดินไกล สะดวกเป็นอย่างมากสำหรับผู้สูงอายุ และสามารถนำอาหารเข้าไปรับประทานภายในได้อีกด้วยแต่เราต้องช่วยกันดูแลเรื่องความสะอาดด้วยนะ นอกจากนี้ยังนำสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กเข้าชมได้ด้วย แต่นักท่องเที่ยวจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการพลัดหลงและงดลงเล่นน้ำในลำธาร 📍 ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก⏰ เวลาทำการ 08.00-17.00 น.💵 ค่าเข้าชม รถยนต์โดยสารทุกประเภท คันละ 150 บ. (ผู้โดยสารไม่เกิน 8 คน) เกิน 8 คน คิดเพิ่มคนละ 10 บาท / โดยสารด้วยมอเตอร์ไซด์คนละ 50 บาท / สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินเข้าคนละ 20 บาท🌐 https://goo.gl/maps/aDRKyXdCM5ScSGpA8 🌿น้ำตกนางรอง น้ำตกนางรองเป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีสายน้ำไหลผ่านชั้นหินลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ มีความสูงไม่มากนัก เหมาะสำหรับการมาเล่นน้ำอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเล่นน้ำได้หลายจุด และยังเป็นน้ำตกที่เที่ยวได้ทุกฤดูกาล ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าดงพงไพรที่เขียวขจี รู้สึกเย็นสบาย เรียกได้ว่าเป็นแหล่งออกซิเจนบริสุทธิ์ชั้นดีเลยทีเดียว 📍 ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก⏰ เวลาทำการ 06.00 – 18.00 น.💵 ค่าเข้าชม รถยนต์พร้อมคนขับ 50 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็กที่สูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าฟรี🌐 https://goo.gl/maps/8r6ULdsrCZbZVBhr6 🌿สวนรุกขชาติมวกเหล็ก (น้ำตกมวกเหล็ก) น้ำตกมวกเหล็กอยู่ในพื้นที่สวนรุกขชาติมวกเหล็ก ต้นน้ำเกิดจากป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลผ่านลงสู่แม่น้ำป่าสัก จนเกิดเป็นน้ำตกแห่งนี้ขึ้น น้ำตกมีลักษณะเป็นลำธารและแก่งหินลดหลั่นกันไป บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น มีพรรณไม้นานาชนิดให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม 📍 ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี⏰ เวลาทำการ 08.30-17.30 น.💵 ค่าเข้าชม ฟรี🌐 https://goo.gl/maps/3ix5tBEUgmoVEsfw8 🌿อุทยานแห่งชาตินํ้าตกเจ็ดสาวน้อย น้ำตกของที่นี่มีลักษณะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ 7 ชั้น มีสายน้ำไหลลดหลั่นตามชั้นต่าง ๆ ลงมาเป็นธารน้ำกว้างคล้ายแก่งขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านสาวน้อย ทุกคนจึงเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกเจ็ดสาวน้อย” นั่นเอง สำหรับน้ำตกแห่งนี้มีแอ่งน้ำตื้นใสสะอาดจึงสามารถเล่นน้ำได้หลายจุด 📍 หมู่ 9 ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี⏰ เวลาทำการ 08.00 – 17.00 น.💵 ค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท🌐 https://goo.gl/maps/dmnjnro6Bafkweih7 🌿อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (น้ำตกเอราวัณ) น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและได้รับขนานนามว่า “สวรรค์ 7 ชั้น แห่งกาญจนบุรี” เนื่องจากเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และสวยงามมาก โดยแบ่งเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นแอ่งสามารถเล่นน้ำได้ 📍 หมู่ที่ 4 ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี⏰ เวลาทำการ 08.00-16.00 น💵 ค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 30 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท🌐 https://goo.gl/maps/Gw7gwsqXAsoVdgeU7

🌿พิกัด 5 น้ำตกใกล้กรุงฯ🌿 อ่านเพิ่มเติม

🪵เที่ยว 3 พิพิธภัณฑ์แห่งโคราชจีโอพาร์ค🌗

📣วันหยุดนี้พาแม่ พาครอบครัวไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างคะ ✨🥰 หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา เมืองย่าโม บัดดี้อยากจะชวนเพื่อน ๆ พาครอบครัวมากันที่ #พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีโลกโคราช หรือ โคราช จีโอพาร์ค นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราจะได้เห็นและเรียนรู้เรื่องราวได้จากที่นี่มากมายเลยค่ะ 👉พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ที่นี่อยู่ในความดูแลของสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาจุดแรกที่เราจะเข้าไปชมกัน โซนพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ แบ่งพื้นที่สำหรับนำเสนอเรื่องราวของไม้กลายเป็นหินในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสาน ทั้งไม้กลายเป็นหินที่มีอายุหลายพันปี หลายตระกูล ให้เราได้ชมกัน แต่ละห้องจะมีเรื่องราว วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การเกิดของไม้กลายเป็นหินที่บอกเล่าให้ได้อ่านกันแบบเข้าใจง่าย ๆ แต่เพื่อน ๆ สงสัยเหมือนบัดดี้ไหมคะ ว่าไม้กลายเป็นหินได้อย่างไรกัน ไม้กลายเป็นหินส่วนใหญ่อาจเกิดจากอิทธิพลของภูเขาไฟหรืออิทธิพลของน้ำท่วม ทำให้ถูกกระแสน้ำพัด ทับถมตะกอน กรวด ทราย ดิน ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมไม่มีออกซิเจนและจุลินทรีย์ จึงเกิดการผุพังของไม้เกิดขึ้นได้ช้า น้ำใต้ดินที่มีสารละลายแร่ธาตุอยู่จำนวนมาก จะสามารถเข้าไปแทรกตามช่องว่างหรือแทนที่เซลล์ของไม้ จนกระทั่งกลายเป็นหินมีอายุประมาณ 10,000 ปี จนถึง 400 ล้านปีก่อนนั่นเอง 👉พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ ถัดมาเป็นโซนที่เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมากเลยค่ะ พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ ที่จัดแสดงทั้งซากช้างดึกดำบรรพ์ การขุดเจอโครงกระดูกของช้างหลายสายพันธุ์ ในจังหวัดนครราชสีมานับว่าเป็นหนึ่งจังหวัดที่ขุดเจอซากช้างดึกดำบรรพ์เป็นจำนวนมากในประเทศไทยเลยทีเดียว ในภาพนี้คือ โครงกระดูกช้างพลายยีราฟ เมื่อไปยืนข้าง ๆ เห็นเลยว่ามีขนาดใหญ่มากเลยล่ นอกจากนี้ ยังมีห้องวีดิโอช้างดึกดำบรรพ์โคราช ซากฟอสซิลช้างดึกดำบรรพ์ให้ได้ชมกันด้วย พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ โซนสุดท้ายไปผจญภัยในดินแดนไนโนเสาร์กัน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จะบอกเล่าความเป็นมาของไดโนเสาร์ในยุคต่าง ๆ บอกเลยว่าโซนนี้ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่ตื่นเต้น บัดดี้เองก็สนุกสนามแถมได้ความรู้เรื่องไดโนเสาร์มากมายเลยค่ะ  หากเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ภายในมีทั้งฟอสซิล ไดโนเสาร์จำลองเท่าขนาดจริงพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และได้สัมผัสความตื่นเต้นของการเคลื่อนไหว เสียงขู่คำรามของไดโนเสาร์ด้วย 

🪵เที่ยว 3 พิพิธภัณฑ์แห่งโคราชจีโอพาร์ค🌗 อ่านเพิ่มเติม

🍃The Green Craft HOUSE: กรุงเทพฯ🍃

ก่อนถึงวันหยุดนี้ บัดดี้จะพาเพื่อน ๆ ไปชมคาเฟ่เล็ก ๆ ไว้เป็นไอเดียสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางไปไหน ใช้เวลาพักผ่อน หรือเที่ยวแบบชิล ๆ ในกรุงเทพ และแน่นอนว่า บัดดี้จะไม่ได้แค่ชวนเพื่อน ๆ ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านเพียงอย่างเดียว แต่บัดดี้ จะพาไปทำกิจกรรมสนุก ๆ อีกด้วย The Green Craft House โฮมคาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ ย่านคลองสาน เดินลัดเลาะเข้าซอยจาก BTS วงเวียนใหญ่ไประยะทางประมาณ 400 เมตรก็ถึงแล้ว 😊 ที่นี่ เราอาจเรียกได้ว่าเป็นการมาเที่ยว “บ้านเพื่อน” ภายในร้านมีขนาดเล็ก ๆ มีที่นั่งให้เลือก 2 โซน คือด้านในร้าน และสวนด้านนอกที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากชนิดให้ร่มเงา🍃 นั่งได้สบาย ๆ มีทั้งอาหารและเครื่องดื่มให้บริการ แต่ละวันเมนูก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ 😋 👉🏻นอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วาดภาพ ระบายสี เล่นบอร์ดเกม เล่นเกมเพลย์ทู จัดดอกไม้ แถมยังทำกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทางร้านจะจัดอุปกรณ์ไว้ให้ตามโซนแต่ละจุด เพื่อน ๆ สามารถเล่นระหว่างรออาหาร หรือรับประทานอาหารเสร็จแล้วค่อยมาเล่นก็ได้ โดยกิจกรรมต่าง ๆ จะมีป้ายกฏของร้านเขียนเอาไว้ อย่าลืมปฏิบัติตามกันนะ รวมถึงยังมี Workshop อีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นจะเป็นกิจกรรมอะไร (อาจมีค่าใช้จ่าย)🎨 ไม่เพียงแค่บรรยากาศร้านที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่น แต่เจ้าของร้านก็ใจดีและน่ารักมาก ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่าน และที่นี่ก็ยังมีพนักงานตัวน้อยอย่างน้องแมวให้บริการ สามารถเล่นกับน้อง ๆ ได้ค่ะ🐱 ⏰ เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 11.00-21.00 น.📞 09 2401 7760📲 ติดตามกิจกรรม Workshop ได้ที่เพจร้าน The Green Craft House🌐 https://maps.app.goo.gl/m5CTxHYHH6vgDR3i9

🍃The Green Craft HOUSE: กรุงเทพฯ🍃 อ่านเพิ่มเติม

🌧️7 ที่เที่ยวหน้าฝน สังขละบุรี🌧️

ณ ดินแดนสุดขอบแผ่นดินฝั่งตะวันตกของประเทศไทย มีเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำสามสายที่ไหลลงสู่เขื่อนวชิราลงกรณ มีชื่อว่า “สามประสบ” ด้วยสภาพ โอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูงเสียดฟ้า และมีความงดงามที่รอให้ทุกคนเดินทางไปต้องมนต์ ที่นี่คือ “สังขละบุรี” จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้ว ด้วยสังขละบุรีเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ติดแนวชายแดนประเทศไทยและเมียนมา จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งคนไทย มอญ กะเหรี่ยง เป็นต้น ก่อให้เกิดวัฒนธรรมอันงดงาม และเป็นเอกลักษณ์จนดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศให้เข้าไปสัมผัสมาอย่างยาวนาน วันนี้ จึงจะขอแนะนำ 7 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าฝนของอำเภอสังขละบุรีให้ทุกคนได้ออกเดินทางตามไปเที่ยวกัน ณ ดินแดนสุดขอบแผ่นดินฝั่งตะวันตกของประเทศไทย มีเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำสามสายที่ไหลลงสู่เขื่อนวชิราลงกรณ มีชื่อว่า “สามประสบ” ด้วยสภาพ โอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูงเสียดฟ้า และมีความงดงามที่รอให้ทุกคนเดินทางไปต้องมนต์ ที่นี่คือ “สังขละบุรี” จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้ว ด้วยสังขละบุรีเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ติดแนวชายแดนประเทศไทยและเมียนมา จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งคนไทย มอญ กะเหรี่ยง เป็นต้น ก่อให้เกิดวัฒนธรรมอันงดงาม และเป็นเอกลักษณ์จนดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศให้เข้าไปสัมผัสมาอย่างยาวนาน วันนี้ จึงจะขอแนะนำ 7 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าฝนของอำเภอสังขละบุรีให้ทุกคนได้ออกเดินทางตามไปเที่ยวกัน 1.สะพานอุตตมานุสรณ์ รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ “สะพานมอญ” แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับสองของโลก รองจากสะพานไม้อูเบ็งในประเทศเมียนมา เกิดจากดำริของหลวงพ่ออุตตมะที่ต้องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำซองกาเลียให้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก และในปัจจุบันได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของสังขละบุรี 🌥️ ช่วงเวลาที่เหมาะสมแนะนำให้เดินทางไปเที่ยวชมในช่วงเช้า ที่เชิงสะพานทั้งสองฝั่งจะมีการตักบาตรที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ รวมถึงสามารถเช่าชุดมอญใส่ถ่ายภาพคู่กับเด็ก ๆ ชาวมอญได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสะพานมอญในช่วงวันที่ 20 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม 2566 ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Amazing Thailand NFTs Season 3 โดยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน YAKS แล้วเช็กอินรับภาพศิลปะ NFTs สะพานมอญ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 40 สถานที่ท่องเที่ยวในโครงการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายได้อีกด้วย พิกัด📍 จุดจอดรถฝั่งสังขละบุรี https://goo.gl/maps/D9WJVwPJKAtFCH1u6📍 จุดจอดรถฝั่งชุมชนมอญ https://goo.gl/maps/2BDTJRZypo2r9L6CA📍 จุดจอดรถเอกชน ฝั่งชุมชนมอญ (ค่าบริการ 30 บาท) https://goo.gl/maps/9ZwETGLug3s1aVbr9 เป็นสถานที่เก็บรักษาสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ พระสงฆ์อันเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนในพื้นที่ และยังมีวิหารพระหินอ่อนที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาว พระพุทธรูปหินอ่อนที่มีพุทธลักษณะงดงาม ใครที่เดินทางไปถึงสังขละบุรีแล้ว วัดแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ต้องมา 📍 พิกัด https://goo.gl/maps/W4ZWaBNMHGD6k5dF8 ยังอยูในพื้นที่ของวัดวังก์วิเวการาม เจดีย์พุทธคยา เป็นเจดีย์สีทองอร่ามที่สร้างตามแบบของพุทธคยาจากประเทศอินเดีย ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชาวสังขละบุรีให้ความเคารพศรัทธา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาเพื่อให้ชาวไทยได้สักการบูชา และเป็นสถานที่จัดงานประเพณีสำคัญ ๆ อาทิ สงกรานต์มอญสังขละบุรี 📍 พิกัด https://goo.gl/maps/SafprafZWXkpAuWGA ณ ยอดเขาภายในวัดวังก์วิเวการาม มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้จากทั่วทุกมุมของตัวเมืองสังขละบุรี พระพุทธรูปที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างองค์นี้เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์หลวงพ่ออุตตมะที่อยากจะสร้างพระใหญ่ขึ้นมา พระพุทธรูปมีความสูงถึง 37 เมตร แม้ว่าขณะนี้องค์พระจะยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ด้วยที่ตั้งที่อยู่บนยอดเขาสูงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองสังขละบุรีได้อย่างงดงาม จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปเยือน ⏰ เวลาเปิด-ปิดประตูทางขึ้นจะเปิดเวลา 06.00-18.00 น. 🌥️ช่วงเวลาที่เหมาะสมแนะนำให้เดินทางขึ้นไปชมในช่วงเช้าเพราะจะมีโอกาสเจอหมอกฝนสวย ๆ ที่ลอยปกคลุมทั่วบริเวณ 📍 พิกัด https://goo.gl/maps/iDnxSphY6dwiunJG7 สังขละบุรีที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นไม่ใช้ที่ตั้งดั้งเดิม แต่เป็นที่ตั้งของชุมชนใหม่ที่ย้ายถิ่นฐานจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลมเมื่อหลายสิบปีก่อน ชุมชนเดิมจึงถูกน้ำท่วมจนหมด มีสิ่งก่อสร้างไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ และเรายังสามารถนั่งเรือออกไปชมความสวยงามได้อีกด้วย 🌥️ ช่วงเวลาที่เหมาะสมแนะนำให้ล่องเรือช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ เพราะอากาศจะไม่ร้อนเกินไป 📍 พิกัดจุดขึ้นเรือท่องเที่ยวตั้งอยู่บริเวณหัวสะพานมอญทั้ง 2 ฝั่ง มีป้ายบอกราคาชัดเจน สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม โดยเป็นราคาสำหรับเรือ 1 ลำ รองรับผู้โดยสาร 1-6 คน เส้นทางล่องเรือชมวัดจมน้ำ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องทำเมื่อเดินทางมาที่สังขละบุรี หากเลือกท่องเที่ยวแบบเต็มรอบจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน แต่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกสถานที่และเส้นทางได้ตามความเหมาะสม แต่สถานที่ในเส้นทางล่องเรือที่จะมาแนะนำในวันนี้มีอยู่ 3 แห่ง คือ วัดวังก์วิเวการามเก่า หรือที่รู้จักในชื่อวัดจมน้ำ ที่นอกจากสะพานมอญแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวนึกถึง วัดแห่งนี้จะจมอยู่ในน้ำในช่วงที่ระดับน้ำในเขื่อนสูงขึ้นในช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน และเมื่อระดับน้ำลดลงในฤดูแล้งก็จะสามารถลงจากเรือเดินเที่ยวชมได้ วัดศรีสุวรรณเก่า ด้วยที่ตั้งที่อยู่ต่ำกว่าวัดวังก์วิเวการามเก่า ทำให้อุโบสถของวัดแห่งนี้จะจมอยู่ในน้ำเกือบตลอดเวลา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงดงามได้จากบนเรือ ซึ่งจะได้ภาพของเงาที่สะท้อนบนผิวหน้าอย่างสวยงาม วัดสมเด็จเก่า เป็นวัดเก่าหนึ่งเดียวที่ไม่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะตั้งอยู่บนเนินเขา แต่เมื่อตัวเมืองสังขละเดิมย้ายออกไป วัดแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้างตามไปด้วย สำหรับจุดเด่นของวัดแห่งนี้คืออุโบสถปรกโพธิ์ที่ภายในได้รับการทำนุบำรุงให้มีความสะอาดสวยงาม ไม่ไกลจากตัวอำเภอสังขละบุรี มีด่านพรมแดนไทย-พม่าที่มีสำคัญมายาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทย นั่นคือด่านเจดีย์สามองค์ เจดีย์ขนาดเล็ก 3 องค์ที่ตั้งเรียงกันอยู่ใกล้ ๆ กับจุดข้ามแดน ถึงแม้ว่าจะยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดถึงที่มาของเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้ แต่ด้วยความสำคัญตามที่กล่าวไป จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องแวะมาเยือน 📍 พิกัด (ลานจอดรถ) https://goo.gl/maps/JZ7WjkYM93YtzNzo6 มาถึงถิ่นสังขละบุรี ต้องมาลองอาหารถิ่นชาวมอญ โดยเฉพาะในตอนเช้า หลังจากตักบาตรบริเวณถนนเชิงสะพานมอญเสร็จ (ฝั่งชุมชนมอญ) จะมีร้านอาหารพื้นบ้านเปิดให้บริการหลายร้าน เลือกได้ตามสะดวกโดยมีเมนูแนะนำนั้นมีหลายอย่าง เช่นโจ๊กมอญ แกงฮังเลแบบมอญ ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย เป็นต้น รสชาติถูกปากมากทีเดียว 📍 พิกัด เชิงสะพานอุตตมานุสรณ์ ฝั่งชุมชนมอญ https://goo.gl/maps/XqpHzTNWwvGffez78

🌧️7 ที่เที่ยวหน้าฝน สังขละบุรี🌧️ อ่านเพิ่มเติม

✨ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ✨

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่คาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี มีร่องรอยโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันมากมาย โบราณสถานส่วนใหญ่มีรูปแบบศิลปะทั้งแบบทวารวดี และเขมรโบราณ หลายคนเรียกสถานที่นี้ในชื่อสั้น ๆ ว่า “เมืองโบราณศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,889ไร่ และแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เชื่อมกัน คือ เมืองส่วนใน (1,300 ไร่) และเมืองส่วนนอก (1,589 ไร่) มีสระน้ำและโบราณสถานกระจายอยู่ทั้งสองส่วน ซึ่งจากการขุดค้นพบว่า เฉพาะส่วนด้านในมีสระน้ำ หนองน้ำกระจายอยู่กว่า 70 บ่อและมีร่องรอยของโบราณสถานกว่า 48 แห่ง ซึ่งภายในอุทยานฯ จะมีรถรางนำเที่ยวชมรอบอุทยานฯ (นั่งได้ไม่เกินคันละ 20 คน) สามารถติดต่อล่วงหน้าเพื่อขอไกด์นำบรรยายได้ ภายในจะมี “ทางดำเนิน” ทางที่ใช้สัญจรในอดีตไปสู่เทวสถานและร่องรอยของอาคารที่คาดว่าน่าจะเป็น “ห้องเปลื้อง” ที่สันนิษฐานกันว่าเป็นที่ปลดผ้าของผู้วายชนม์ก่อนนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 👉 สถานสำคัญภายใน ⭐ อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เป็นอาคารจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้างที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2531 ⭐ ปรางค์สองพี่น้อง ศาสนสถานในกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองใน เป็นศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่คู่กัน 2 หลัง มีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีประตูทางเข้าทางเดียว ตรงกึ่งกลางห้องมีแท่นศิลาแลงสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ ⭐ ปรางค์ศรีเทพ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู สถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปะขอม ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลานด้านหน้าองค์ปรางค์มีบรรณาลัย 2 หลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน บริเวณด้านหน้าจะมีบ่อน้ำตามความเชื่อแบบขอมโบราณในการสร้างศาสนสถาน ซึ่งบ่อน้ำแห่งนี้เเป็นแหล่งตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย ⭐ เขาคลังใน ตั้งอยู่ฝั่งเมืองส่วนใน แอดมองดูแล้วคล้าย ๆ กับพีระมิดที่ประเทศอียิปต์ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน บริเวณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระที่มีหัวเป็นคน ลิง สิงห์ ช้าง และควายอยู่ในลักษณะท่าแบกหรือค้ำโบราณสถานอยู่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่เป็นปูนปั้นลายพรรณพฤกษาและลายเรขาคณิตประดับอีกด้วย ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ด้านบน แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ขึ้นไป เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างที่งดงามจากอดีตที่ก้าวผ่านเวลามากว่าพันปีและเหลือให้เห็นได้ที่นี่ โบราณสถานลักษณะนี้ เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติจึงเรียกว่า “เขาคลัง” ⭐ เขาคลังนอก อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองส่วนนอก ทางด้านทิศเหนือของเมืองโบราณศรีเทพ ชื่อเขาคลังนอกเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน เพราะที่นี่มีรูปร่างลักษณะคล้ายภูเขา โดยเชื่อกันว่ามีสมบัติและอาวุธเก็บรักษาอยู่ภายใน ประกอบกับในเขตเมืองโบราณศรีเทพ มี “เขาคลังใน” จึงได้เรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า “เขาคลังนอก” นั่นเอง จุดเด่นของโบราณสถานแห่งนี้ อยู่ที่ฐานอาคาร ซึ่งสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นสถูปที่ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่ามีการใช้พื้นที่ด้านบนประกอบศาสนพิธี มีรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ที่สำคัญ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นหนึ่งใน 40 แหล่งท่องเที่ยวใน Amazing Thailand NFTs Season 3 โครงการที่เชื่อมโยงศิลปะกับแหล่งท่องเที่ยวผ่าน Digital Art ด้วยการเก็บสะสม Generative-Art-NFT ในโทรศัพท์มือถือ เป็นที่ระลึกในโอกาสปีท่องเที่ยวไทย 2566 ได้อีกด้วย หากใครสนใจ สามารถร่วมสนุกด้วยการเก็บสะสม NFT ผ่านทางแอปพลิเคชัน YAKS ที่สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้งระบบ iOS และ Android ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2566 โดยสามารถดูวิธีการใช้งานและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/AmazingThailandNFTs 📍เลขที่ 208 หมู่ 13 ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์💵 ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท🕘 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.📞0 5692 1317, 0 5692 1322🌐 https://maps.app.goo.gl/4kn8PMbiJAbnaeLY7

✨ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ✨ อ่านเพิ่มเติม

มัดรวมฟาร์มสเตย์ 🐓ท่องเที่ยวแนวใหม่ใกล้ชิดธรรมชาติ 🏨

หากใครกำลังเล็งหาสถานที่ท่องเที่ยวแนวรักษ์โลก บัดดี้อยากให้ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ เที่ยว ฟาร์มสเตย์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกิจกรรมที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด 🍃 บัดดี้ขอชี้พิกัด 6 ฟาร์มสเตย์ น่าเที่ยวทั่วไทย หัวใจสีเขียว📌 บ้านเกอลิโกล จ.เชียงใหม่📌 บ้านโคกไคร จ.พังงา📌บ้านสวนเส จ.ชัยภูมิ📌 ไออุ่นขุนเขา จ.ราชบุรี📌 Bamboo Pink House บ้านผาหมอน จ.เชียงใหม่📌 MEKIN FARM จ.ขอนแก่น การไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ นอนโฮมสเตย์ ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด เพราะมีกิจกรรมดี ๆ น่าทำแตกต่างกันไปในแต่ละที่ รวมถึงมีข้อดี ที่ดีต่อใจมาก ๆ อีกด้วย เช่น 📌 บ้านเกอลิโกล จ.เชียงใหม่ – ชวนสัมผัสอากาศหนาวกับบ้านไม้ไผ่กลางหุบเขา โอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ทานอาหารพื้นบ้านแสนอร่อย พอตกเย็นอากาศหนาวหมอกลง ชวนนั่งปิกนิกข้างกองไฟ ในยามเช้านั่งชมบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ ที่หน้าระเบียงบ้าน 📌 บ้านโคกไคร จ.พังงา – หมู่บ้านริมทะเลที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ชิมอาหารทะเลที่ชาวประมงหามาเอง เช่น ปลาตัวใหญ่ ๆ นำมาปรุงอาหารอร่อย ๆ ให้เราได้ชิม มีกิจกรรมสปาโคลนแสนผ่อนคลายกับน้ำทะเลอุ่น ทรายร้อน บรรยากาศเงียบสงบ มองออกไปไกล ๆ ขอบทะเลมีภูเขาลูกเล็ก ๆ มากมายเรียงรายสลับกันอยู่ 📌บ้านสวนเส จ.ชัยภูมิ – ฟาร์มสเตย์สวนผักแบบผสมผสาน สนุกกับกิจกรรมปั่นจักรยานชมสวน เก็บไข่ในเล้ามาทำอาหาร ลงนาปลูกข้าว ใช้ชีวิตแบบพอเพียง 📌 ไออุ่นขุนเขา จ.ราชบุรี – มาสร้างสุขภาพดีที่ฟาร์มออร์แกนิก มีผักแทบทุกชนิดไม่ต้องซื้อ สามารถเก็บในสวนมาทำกินได้เลย บรรยากาศเงียบสงบ จำลองการเป็นชาวสวนย่อม ๆ ปลูกผัก เก็บไข่ และได้รับออกซิเจนจากภูเขารอบข้าง 📌 Bamboo Pink House บ้านผาหมอน จ.เชียงใหม่ – ขึ้นดอยชมนาขั้นบันไดสีเขียว เต็มไปด้วยความงามของต้นกล้า เรียนรู้วิถีชาวบ้าน แนะนำให้นอนโฮมสเตย์บนดอย เปิดหน้าต่างรับแสงอาทิตย์หลังเขาสุดโรแมนติก 📌 MEKIN FARM จ.ขอนแก่น – สวนเล็กแสนธรรมดากับความสุขในการทำเกษตรอินทรีย์ ลองนอนกระท่อมปลายนา ท่ามกลางธรรมชาติที่น่าพักผ่อน ชิมอาหารพื้นบ้านที่อร่อยอย่าบอกใคร

มัดรวมฟาร์มสเตย์ 🐓ท่องเที่ยวแนวใหม่ใกล้ชิดธรรมชาติ 🏨 อ่านเพิ่มเติม

✨เชียงคาน : เลย✨

การเดินทางครั้งนี้ บัดดี้จะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวชม เชียงคาน จังหวัดเลย จังหวัดที่ใคร ๆ ก็บอกว่าต้องมาหน้าหนาว เพราะบรรยากาศจะดีมาก ๆ ซึ่งความจริงแล้วจังหวัดเลย เป็นจังหวัดที่มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีต้นไม้ ทิวเขาน้อยใหญ่อยู่ทั่วไปทั้งจังหวัด รอบ ๆ คงมีแต่สีเขียวตลอดสองข้างทาง เผลอ ๆ หากฝนตก อาจจะมีหมอกให้ชมกันบ้าง ว่าแล้วก็ไปชมกันเลย 💚 ทริปนี้ บัดดี้ตั้งใจมาพักที่เชียงคาน 2 คืน เพราะอยากมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และไม่ต้องรีบเที่ยวจนเกินไป จึงเลือกเดินทางโดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ลงที่ท่าอากาศยานเลย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงนิด ๆ จากนั้น เช่ารถขับจากสนามบินมุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคาน เดินทางอีก 1 ชั่วโมง โดยหมุดหมายของวันแรก อยู่ที่ถนนคนเดินเชียงคาน ส่วนเพื่อน ๆ ที่ต้องการเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ สามารถเดินทางได้ดังนี้  จากท่าอากาศยานเลย สามารถใช้บริการแท็กซี่หรือรถสามล้อไปที่ บขส. แล้วขึ้นรถบัสของนครชัยขนส่ง เพื่อเดินทางไปอำเภอเชียงคาน ใช้เวลาเดินทางราว ๆ 40 นาที (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นครชัยขนส่ง สำนักงานเลย โทร. 0 4286 2036) และอีกวิธีคือนั่งรถสองแถวจาก บขส. ไปอำเภอเชียงคาน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเดินทางท่องเที่ยวในอำเภอเชียงคานด้วยรถสามล้อได้เลย หลัก ๆ รถจะจอดอยู่ที่บริเวณวัดท่าคก มีบริการแบบแพ็กเกจด้วยนะ  นอกจากนี้ เพื่อน ๆ ยังสามารถนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ มาถึงอำเภอเชียงคานได้เลยเช่นกัน โดยสามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 มีหลายบริษัทให้เลือก นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียงคานส่วนใหญ่ นิยมมาพักค้างแรมบริเวณถนนคนเดินเชียงคาน เพราะมีที่พักให้บริการจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นที่พักเล็ก ๆ ห้องพักไม่เยอะ และยังมีบรรยากาศดี ใกล้แหล่งของกิน เดินทางสะดวกด้วย แต่แนะนำให้จองล่วงหน้านะ เพราะที่พักจะเต็มเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและช่วงหยุดยาว เริ่มต้นทริปในเช้าวันถัดมา ก่อนจะไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ บัดดี้จะพามาชมความคลาสสิกย่านถนนคนเดินเชียงคานยามเช้า อิ่มอร่อยด้วยอาหารถิ่นอีสาน และใส่บาตรข้าวเหนียว กิจกรรมดี ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมตื่นมาทำบุญกัน บริเวณนี้ก็จะมีชุดใส่บาตรขายด้วยนะ เวลาที่พระสงฆ์ออกบิณฑบาต ไม่มีเวลาที่แน่นอน โดยส่วนมากท่านจะมาในช่วงรุ่งสาง หากเป็นช่วงหน้าหนาวก็จะออกมาช้ากว่าเวลาปกติเล็กน้อย อย่างที่บอกไปว่าที่นี่มีอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี ตื่นเช้ามาแบบนี้ก็อยากกินอะไรร้อน ๆ เสริมภูมิให้ร่างกาย เติมพลังก่อนไปเที่ยว ที่ถนนคนเดินเชียงคาน มีร้านขายอาหารตอนเช้าหลายร้าน เช่น ข้าวเปียกเส้น ไข่กระทะ โจ๊ก เป็นต้น เอาล่ะ อิ่มอร่อยกับอาหารเช้ากันแล้ว ไปเที่ยวกันต่อ พาเพื่อน ๆ มาชมทัศนียภาพมุมสูงที่ภูทอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก และสามารถชมทะเลหมอกที่สวยอีกแห่งในเชียงคาน ที่สำคัญ สามารถมองเห็นวิวเขา แม่น้ำโขง และแก่งคุดคู้ได้อีกด้วย มาเที่ยวบนภูทอกบอกเลยว่าคุ้มแน่นอน ขึ้นภูทอก เบิ่งแก่งคุดคู้และแม่น้ำโขงได้แบบนี้เลย เส้นทางขึ้นไปบนภูทอกนั้นค่อนข้างแคบและชัน ทางสถานที่จึงไม่อนุญาตให้นำรถขึ้นไปเอง ให้ใช้บริการรถของสถานที่โดยมีเจ้าหน้าที่ขับขึ้นไปยังภูทอก เพื่อน ๆ สามารถนำรถยนต์จอดไว้ที่ลานจอดด้านล่าง รถจะวิ่งเวียนมารับมาส่งคนอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ หากไม่มีรถจอดคอยอยู่ด้านบนภูทอก สามารถโทรให้เจ้าหน้าที่นำรถขึ้นมารับได้ มีป้ายที่ระบุเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ติดไว้  ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เปิดเวลา 05.00-18.00 น. อัตราค่าบริการรถขึ้นภูทอกคนละ 40 บาท ค่าบำรุงสถานที่จอดรถคันละ 20 บาท 08 7858 3681https://goo.gl/maps/DWPTsncZuDnqEhzr5 แวะสักการะรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน อยู่ห่างออกไปจากภูทอกประมาณ 10 กม. วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่หลายร้อยปี นับว่าเป็นวัดที่เก่าที่สุดในเชียงคานเลยก็ว่าได้ ในอดีตวัดพระพุทธบาทภูควายเงินเป็นวัดร้าง แต่มักจะมีพระธุดงค์เดินทางมาปักกลดบำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ ที่สำคัญ ในบริเวณวัดยังมีรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่ภายใต้ซุ้มอิฐใหญ่ ในภาษาถิ่นจะเรียกสิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้ว่า “อุบมุง” และกลายเป็นชื่อหมู่บ้านทางทิศตะวันออกของวัดคือ “บ้านอุมุง” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่าอุบมุ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าอีกด้วยว่าที่บ้านอุมุง มีชาวนาคนหนึ่ง มักจะพาควายขึ้นมากินหญ้าบนภูเขาบริเวณวัด และเมื่อพระธุดงค์ผ่านมา ชาวนาผู้นี้ก็จะนำเอาอาหารมาถวายแก่พระธุดงค์เป็นประจำ ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายทานนี้ ทำให้ชาวนาสามารถทำนาและขายข้าวได้เงินทุกปีจนร่ำรวย และเจ้าควายที่ช่วยไถนาปลูกข้าวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชาวนาจึงเรียกควายตัวนี้ว่า “ควายเงิน” และนั่นก็เป็นที่มาของชื่อวัดพระพุทธบาทภูควายเงินแห่งนี้ ภายในวัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ยังเลี้ยงกระต่ายอีกจำนวนมาก เพื่อน ๆ สามารถให้อาหารน้อง ๆ กันได้ ค่าอาหารกระต่ายถุงละ 10 บาท ชื่นชมความน่ารักของน้อง ๆ กันได้ แต่อย่าจับนะ  ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.https://goo.gl/maps/2KyMNJWW9AbX2dgb7 ระหว่างรอเวลาใกล้ค่ำ บัดดี้กลับมาเดินเล่นชมถนนคนเดินเชียงคาน และถนนเลียบแม่น้ำโขงเล่นชิล ๆ อีกรอบ หรือถ้าหากที่พักของใครมีจักรยานให้บริการ ก็สามารถยืมมาปั่นเล่นชมรอบ ๆ ได้ ชมบ้านเรือนสุดคลาสสิกที่ตั้งเรียงสองข้างทาง ใครเมื่อย ๆ แวะร้านนวดแผนไทยเพื่อพักผ่อนคลายเมื่อยกันได้ มีให้บริการหลายแห่ง แม่ ๆ ที่นี่นวดเก่งมาก ระหว่างเดินเที่ยวบนถนนชายโขงไปเรื่อย ๆ บัดดี้เดินมาเจอกระทงชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ผาสาด” เป็นทรงสี่เหลี่ยม ทำจากกาบกล้วย ประดับกรวยใบตอง ดอกไม้ที่ทำจากขี้ผึ้ง ใช้ในการประกอบพิธี “ผาสาดลอยเคราะห์” พิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมเก่าแก่ นิยมทำในช่วงเทศกาลงานบุญ โดยเฉพาะในช่วงวันออกพรรษาของทุก ๆ ปี เป็นความเชื่อของที่นี่ตั้งแต่โบราณว่า หากใครที่พบเจอเรื่องไม่ดี เจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบเคราะห์ร้าย จะนำผาสาดไปลอยในแม่น้ำโขง เพื่อลอยสิ่งไม่ดีทิ้งไป และห้ามหันไปมองผาสาด เพราะจะถือว่าเป็นการอาลัยอาวรณ์กับทุกข์โศก และเคราะห์กรรม การมาเชียงคานในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมความงามของธรรมชาติและชุมชนน่ารัก ๆ แล้ว ยังได้รู้จักและเห็นวิถีชีวิตของที่นี่มากขึ้นด้วย ถนนคนเดินเชียงคาน

✨เชียงคาน : เลย✨ อ่านเพิ่มเติม

Scroll to Top