บทความท่องเที่ยว
ชวนน้องล่องใต้..เที่ยวนราธิวาส 3 วัน 2 คืน
ชวนน้องล่องใต้..เที่ยวนราธิวาส 3 วัน 2 คืน Narathiwat , ที่เที่ยวภาคใต้ , นราธิวาส / By เพื่อนร่วมทาง / Narathiwat , นราธิวาส , สถานที่ท่องเที่ยว / 23/04/2025 นราธิวาส ดินแดนปลายด้ามขวานที่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความหลากหลาย ทั้งด้านเชื้อชาติ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ที่นี่ไม่เพียงแต่นำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มคน แต่ยังเป็นการหลอมรวมความแตกต่างของพี่น้องชาวไทยมุสลิม พุทธ และจีนได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วันนี้บัดดี้ขอมาแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว จ.นราธิวาส เมืองน่าเที่ยวที่มีความโดดเด่นทางศิลปวัฒนธรรม ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะลายผ้าปาเต๊ะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสุด ๆ จนทำให้ตัวศิลปินได้เลือกใช้ “ลายผ้าปาเต๊ะดอกบานบุรีเหลือง” ดอกไม้ประจำจังหวัด สัญลักษณ์ของโชคลาภและความสมหวัง ที่จะดูโดดเด่นมาก ๆ เมื่อลายนี้อยู่บนผ้าปาเต๊ะ มาเป็นแรงบันดาลใจของลายเสื้อผ้าบนตัว Art Toy น้อง Worldboy และน้อง HUUYAOW ในโครงการ Art Toy Journey Collection ลองตามมาอ่านกันว่าเส้นทางท่องเที่ยวของ จ.นราธิวาส จะมีที่เที่ยวไหนน่าสนใจบ้าง บัดดี้อยากแนะนำเพื่อน ๆ ทุกคนให้ออกมาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองนราธิวาส แบบ 3 วัน 2 คืน ในมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งจะได้เพลิดเพลินกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สถาปัตยกรรมอันน่าค้นหา ชิมอาหารพื้นถิ่นชาวมุสลิม (Must Taste) และซื้อปลากุเลาเค็ม (Must Buy) กลับไปฝากคนที่พลาดทริปนี้ก็ได้เช่นกัน ศาลเจ้าโกวเล้งจี่ (Kow Leng Jee Shrine) ศาลเจ้าโกวเล้งจี่ (Kow Leng Jee Shrine) พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส (วัดเขากง) (Phutthamonthon Narathiwat Province (Khao Kong Buddhist Park)) พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส (วัดเขากง) (Phutthamonthon Narathiwat Province (Khao Kong Buddhist Park)) 📌 วันที่ 1 • ชิมอาหารขึ้นชื่อของชาวนราธิวาส ณ ร้านไก่ฆอและวงเวียนนก ร้านเก่าแก่ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 20 ปี ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน และเครื่องปรุงน้ำแกงสูตรเข้มข้น ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด ☎️ 08 1767 7929 • สักการะ ศาลเจ้าโกวเล้งจี่ ศาลเจ้าแห่งแรกของชาวไทยเชื้อสายจีน ใกล้กันยังมี องค์พระพิฆเนศ ลักษณะเป็นเทวรูปประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ นักท่องเที่ยวนิยมสักการะบูชาเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น. ☎️ 08 4682 8666, 09 3624 6146 • แวะขอพร พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล ณ พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส (วัดเขากง) พระพุทธรูปประทับนั่งประทานพรที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ • รับประทานมื้อเย็น ณ ร้านมังกรทอง ร้านอาหารไทย-จีนเก่าแก่คู่เมือง พร้อมชมบรรยากาศริมน้ำบางนรา ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. ☎️ 07 3511 835 • เดินเล่นในบรรยากาศยามค่ำคืน ณ ริมเขื่อนมาร์เก็ต แหล่งรวมร้านสตรีทฟู้ด อาหารพื้นเมือง ขนม ของหวานต่าง ๆ ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 16.00-23.00 น. วัดชลธาราสิงเห (Wat Chon Thara Singhe) วัดชลธาราสิงเห (Wat Chon Thara Singhe) ร้านอาคูว (AKHOO by Nasir Restaurant) ร้านอาคูว (AKHOO by Nasir Restaurant) พิพิธภัณฑ์ศูนย์การเรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอาน (Islamic Heritage Museum and Al-Quran Learning Centre) พิพิธภัณฑ์ศูนย์การเรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอาน (Islamic Heritage Museum and Al-Quran Learning Centre) 📌 วันที่ 2 • รับประทานมื้อเช้า ณ ร้านกะซะห์เนื้อย่าง ลิ้มรสข้าวราดแกงสไตล์มุสลิมทั้งเมนูเนื้อย่าง แกงมัสมั่นเนื้อ แกงไก่ และอื่น ๆ อีกมายมาย ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 06.30-15.30 น. ☎️ 08 1478 6570 • เยี่ยมชม วัดชลธาราสิงเห วัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้เป็นเครื่องต่อรองในการถูกยึดครองโดยอังกฤษในปี พ.ศ. 2441 • ชิมและชอป ปลากุเลาแดดเดียว (Must Buy) ของขึ้นชื่อของอำเภอตากใบ เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สามารถหาซื้อได้ในตัวอำเภอตากใบ มีหลายร้านที่จัดจำหน่าย • เติมพลังมื้อกลางวัน ณ ร้านอาคูว อาหารพื้นถิ่นของชาวมุสลิมที่ไม่ควรพลาด อาทิ เมนูนาซิดาแฆ (Must Taste) นาซิลือเมาะ ซาเต และข้าวบูคอรีแพะ ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 06.30-22.00 น. ☎️ 08 3505 1715 • เรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ณ พิพิธภัณฑ์ศูนย์การเรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอาน ⏰ เปิดวันจันทร์-วันอาทิตย์ (ปิดวันศุกร์) เวลา 09.00-17.00 น ☎️ 08 4973 5772 • ชมวิถีชีวิตชาวประมง ณ หาดบ้านทอน มี เรือกอและ สีสันสวยงามจอดเรียงรายริมชายหาด ชมฝีมือการต่อเรือและลงสีเรือกอและ หรือเลือกซื้อเรือกอและจำลอง ณ อู่ต่อเรือกอและบ้านทอนนาอีม (Must Buy) ☎️ 08 4973 5772 • มื้อเย็น ณ ร้านสวนอาหารริมน้ำ ร้านอาหารเก่าแก่ โดดเด่นด้วยอาหารใต้รสจัดจ้าน และบรรยากาศผ่อนคลายริมแม่น้ำบางนรา ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. ☎️ 0 7351 1559 หาดบ้านทอน (Ban Thon Beach) หาดบ้านทอน (Ban Thon Beach) 📌 วันที่ 3 • ชมความสวยงามยามเช้าของทะเลฝั่งอ่าวไทย ณ หาดนราทัศน์ • รับประทานมื้อเช้า ณ ร้านน้ำชาต้นมะยม ด้วยเมนูอาหารเช้าหลากหลาย เช่น ติ่มซำ บักกุ๊ดเต๋ ข้าวต้ม ชา กาแฟ ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 06.00-14.00 น. ☎️ 08 8269 0989 • ลิ้มรส กรือโปะ (Must Taste) ของทานเล่นขึ้นชื่อจังหวัดนราธิวาส ณ ร้านข้าวเกรียบเมาะซู ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น. ☎️ 0 7351 2341 ซาโลมาปาเต๊ะ (Saloma Patek) ซาโลมาปาเต๊ะ (Saloma Patek) ที่สำคัญคือ ทุกการท่องเที่ยว อย่าลืมช่วยกันเที่ยวอย่างใส่ใจและช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ที่ทุกคนไปเยือน อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และสวยงามไปอีกนานแสนนาน 🌿💚 หากใครได้ไปเที่ยวนราธิวาสแล้วอยากได้ผ้าปาเต๊ะสวย ๆ สามารถเลือกดูได้จากร้านที่บัดดี้ปักหมุดไว้ให้ได้เลย 📌 ร้านนาราบาติก โทร. 09 3652 6767 📌 บางนราบาติก โทร. 08 6963 8158 📌 ร้าน P nara ปาเต๊ะ ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ โทร. 08 1540 2282 📌 ซาโลมาปาเต๊ะ โทร. 09 9039 0635 📌 นินาปาเต๊ะ โทร. 08 1598 6409 * ร้านที่บัดดี้ปักหมุดไว้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของร้านขายผ้าบาติก หากใครมาเที่ยว จ.นราธิวาส แล้วอยากดูร้านอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถแวะไปได้ที่ร้านค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองนราธิวาส แหล่งรวมสินค้าพื้นเมืองมากมาย หรือจะเป็นร้านค้าบริเวณถนนภูผาภักดี ถนนที่รวมร้านขายผ้าปาเต๊ะที่มีชื่อเสียงของ จ.นราธิวาส ก็ได้เช่นกัน
17 จุดเช็กอิน…นราธิวาส
17 จุดเช็กอิน…นราธิวาส นาราธิวาส / By เพื่อนร่วมทาง / 20/04/2024 “ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน” “นราธิวาส” เดิมเป็นหมู่บ้านชื่อ “มะนาลอ” อยู่ในเขตปกครองเมืองสายบุรี ในปี พ.ศ. 2444 สมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งมณฑลปัตตานีขึ้น มีเมืองรวม 4 เมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองยะลา เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ หมู่บ้านมะนาลอรวมอยู่กับเมืองระแงะ ต่อมา ปี พ.ศ. 2450 มีการย้ายศาลาว่าการเมืองระแงะจากตำบลบ้านตันหยงมัส มาที่บ้านมะนาลอ อำเภอบางนรา และยกฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบางนรา ในปี พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ถึงเมืองบางนรา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมือง “บางนรา” เป็น “เมืองนราธิวาส” หมายถึง “ที่อยู่อันยิ่งใหญ่ของประชาชน” จังหวัดนราธิวาสมีสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นป่าและภูเขา พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่ติดกับอ่าวไทย และเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำตากใบ และแม่น้ำสุไหงโก-ลก ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีภาษายาวีเป็นภาษาพูดและภาษาเขียนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากภาษามลายู ตามมาทำความรู้จัก 17 สิ่งที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดนราธิวาสกัน 1. หาดนราทัศน์ ชายหาดมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร มีทิวสนขึ้นเรียงรายตลอดแนวหาด ให้บรรยากาศร่มรื่น มีร้านค้าและร้านอาหารตลอดถนนเลียบชายหาด เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมของผู้คนในพื้นที่ ทางตอนใต้ของหาดไปสิ้นสุดที่ปากแม่น้ำบางนรา มีสะพานคอนกรีตจากชายฝั่งยื่นออกไปในทะเล ที่ปลายสะพานมีประภาคารตั้งอยู่ เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามอีกแห่ง นอกจากนี้ หาดนราทัศน์ยังได้ชื่อว่าเป็นชายหาดแรกของประเทศไทย ที่ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนพื้นที่อื่น ๆ และยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือกอและ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสามล้อถีบ หรือรถสองแถวเล็กจากตัวเมืองนราธิวาส ข้ามสะพานปรีดานราทัศน์ไปยังหาดนราทัศน์ได้ ที่ตั้ง : ทางเหนือของปากแม่น้ำบางนรา ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/NRmswM72EF8m9Vba6 2. ปากแม่น้ำบางนรา แม่น้ำบางนราถือเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ลุ่มน้ำขนานไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออก มีความยาวของสายน้ำประมาณ 60 กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอเมืองนราธิวาสและอำเภอตากใบ มีปากน้ำไหลออกสู่ทะเล 2 จุด คือ ไหลออกอ่าวไทยตรงปากแม่น้ำที่อำเภอเมืองนราธิวาส และไหลลงสู่แม่น้ำสุไหงโก-ลก ก่อนออกสู่ทะเลบริเวณอำเภอตากใบ ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างไทยและมาเลเซีย ปากแม่น้ำบางนราตอนบนซึ่งอยู่ทางใต้ของหาดนราทัศน์ เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงและสวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัด มีทิวสนทะเลขึ้นเรียงรายทั้งสองฝั่งของปากแม่น้ำ มีสวนหย่อมเล็ก ๆ ให้ประชาชนมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย ทั้งสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังสะพานคอนกรีตซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารหาดนราทัศน์ได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถชมวิถีชีวิตชุมชนประมงพื้นบ้านบริเวณปากน้ำบางนราได้อย่างใกล้ชิด คือ บนสะพานปรีดานราทัศน์และสะพานวีระพัฒนา ซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองโคกเคียน ลำคลองสาขาของแม่น้ำบางนราและอยู่ใกล้กับปากน้ำบางนรามากที่สุด บริเวณสองฝั่งคลองโคกเคียนเป็นบ้านเรือของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง จะพบเห็นเรือกอแระจอดเรียงรายมากมายและแล่นเข้าออกคลองตลอดทั้งวัน ที่ตั้ง : ทางใต้ของหาดนราทัศน์ ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/2NtmupbHAGk67X3CA 3. ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ศาลเจ้าแห่งแรกของจังหวัดนราธิวาส ตัวอาคารสร้างแบบสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ศาลเจ้าแห่งนี้มีลักษณะแตกต่างจากศาลเจ้าแห่งอื่น คือ มีเจ้าที่หรือเจ้าศาลเป็นหัวมังกรคาบแก้ว ภายในศาลยังประดิษฐานรูปหล่อของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ และมีรูปปั้นเทพเจ้าให้สักการะมากมาย เช่น พระยูไล พระอรหันต์จี้กง เทพเจ้ากวนอู เจ้าพ่อเสือ องค์เห้งเจีย เจ้าแม่กวนอิม ตามฝาผนังมีภาพปูนปั้นฝีมือช่างชาวจีนในสมัยก่อน บอกเล่าเรื่องราวขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมจีนตามตำนานพงศาวดารจีน มีความวิจิตรงดงาม รวมทั้งเสามังกรปูนปั้นซึ่งเป็นงานฝีมือที่หาชมได้ยาก ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่จะจัดให้มีพิธีแห่พระลุยไฟในเดือนกรกฎาคม ของทุกปี เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. ที่ตั้ง : ถนนพิพิธคีรี ตรงข้ามกับโรงเรียนอนุบาลนราธิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/VGDywgnvw8gsaMqcA 4. เทวสถานองค์พระพิฆเนศ องค์พระพิฆเนศเป็นปูนปั้น มีความสูง 16 เมตร หน้าตักกว้าง 7 เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ (ท่านั่งพับขาซ้าย และห้อยขาขวาลงพื้นฐานดอกบัว) มีสี่กร พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัว พระหัตถ์ขวาล่างแสดงท่าประทานพร พระหัตถ์ซ้ายบนถือศัสตราวุธ พระหัตถ์ซ้ายล่างถือขนมโมทกะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง พระเศียรสวมศิราภรณ์เป็นมงกุฎประดับโมเสคแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาแล้วเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาภีมีสายธุรำเป็นงูแผ่พังพานใต้พระถันด้านซ้าย ส่วนงาข้างซ้ายนั้นหักเพื่อให้นำสิ่งไม่ดีออกไป ผู้ริเริ่มการก่อสร้างคือเจ้าของร้านดีวรรณพาณิชย์ ผู้จำหน่ายผ้ารายใหญ่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพผู้มีความเมตตาและความสำเร็จ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่ต้องการจะให้เป็นความหวัง ให้ความสงบสุขกลับคืนมาในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่ได้พำนักอาศัย ประกอบธุรกิจจนเจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่น อีกทั้งต้องการให้เป็นที่สักการบูชาของประชาชนในพื้นที่ที่เลื่อมใสศรัทธา เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. ที่ตั้ง : ถนนผดุงอาราม (มีพื้นที่ติดกับศาลเจ้าโก้วเล้งจี่และเยื้องกับวัดบางนรา) ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/7q7yYYV41c1dVjWY7 5. ชุมชนบ้านทอนและหาดบ้านทอน บ้านทอนเป็นหมู่บ้านชาวไทยมุสลิม ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง จึงมีภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญในการสร้างเรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ปกติแล้วเรือกอและมีความยาวตั้งแต่ 20 ศอก 22 ศอก และ 25 ศอก ลักษณะการต่อเรือมีเอกลักษณ์ คือ ส่วนหัวและท้ายเรือจะสูงขึ้นจากลำเรือ ลวดลายบนลำเรือกอและมีความผสมผสานกันระหว่างลายมลายู ลายชวา และลายไทย โดยมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มาก เช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำบัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหินเวหา รวมทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่น บุหรงซีงอ หรือสิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลา เขียนไว้ที่หัวเรือ) เชื่อกันว่ามีฤทธิ์มาก ดำน้ำเก่ง จึงเป็นที่นิยมของชาวเรือกอและ ซึ่งงานศิลปะบนลำเรือนี้เป็นเสมือน “วิจิตรศิลป์บนพลิ้วคลื่น” และเป็นศิลปะเพื่อชีวิต กล่าวกันว่า “ลูกแม่น้ำบางนราไม่มีเรือกอและหาปลา ก็เหมือนไม่ใส่เสื้อผ้า” บ้านทอนเป็นแหล่งต่อเรือกอและทั้งแบบจริงและจำลองที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอีกหลายอย่าง เช่น งานหัตถกรรมจากกระจูดและใบปาหนัน น้ำบูดู และข้าวเกรียบปลา ซึ่งเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอีกด้วย นอกจากนี้ บริเวณชายหาดยังเป็นจุดชมเครื่องบินขึ้น-ลง เนื่องจากอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนราธิวาสเพียง 3 กิโลเมตร บริเวณชายหาดมีร้านอาหารและที่พักให้บริการ ที่ตั้ง : ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/4Zs4s92gNQYsn5No7 6. พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล (พุทธอุทยานเขากง) “พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล” เป็นพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ ปางปฐมเทศนาขัดสมาธิเพชร ประดิษฐานอยู่บนยอดเขากง ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งที่งดงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีพุทธลักษณะตามแบบศิลปะสกุลช่างอินเดียตอนใต้ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2509 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2512 องค์พระเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกสีทอง หน้าตักมีความกว้าง 17 เมตร ความสูงวัดจากพระเกศบัวตูมถึงบัวใต้พระเพลา 24 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทางอ่าวไทย ภายในองค์พระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระอุระเบื้องซ้าย บนเนินเขาลูกถัดไปในบริเวณวัด เป็นที่ตั้งของ “เจดีย์สิริมหามายา” ทรงระฆัง เหนือซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ มีเจดีย์รายประดับอยู่ ภายในประดิษฐานพระพรหม บนยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระอุโบสถของวัดตั้งอยู่บนเนินเขาอีกลูก ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องดินเผาแกะสลักทั้งสี่ด้าน โดยเฉพาะด้านหลังเป็นรูปช้างหมอบถวายดอกบัว หน้าบันเป็นรูปนักรบ มีเทวดาถือคนโทถวาย การเดินทาง : จากตัวเมืองนราธิวาส ใช้ทางหลวงหมายเลข 4055 (สายนราธิวาส-ระแงะ) ประมาณ 9 กิโลเมตร จะพบพุทธอุทยานเขากงตั้งอยู่ทางขวามือ หรือเดินทางด้วยรถสองแถวประจำทางสายนราธิวาส-ตันหยงมัส ซึ่งจะวิ่งผ่านพุทธอุทยานเขากง เปิดทุกวัน เวลา 06.30-17.30 น. ที่ตั้ง : วัดเขากง ตำบลลำภู อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/apVEW2d4dFe1Cvm86 7. อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง อ่าวมะนาวเป็นชายหาดที่มีโค้งอ่าวเชื่อมต่อกันยาว 4 กิโลเมตร ตอนเหนือของหาดติดกับปากแม่น้ำบางนรา ลักษณะเป็นหาดทรายสลับด้วยโขดหินน้อยใหญ่ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขา โดยภูเขาบริเวณนั้นมีชื่อว่า “เขาตันหยง” ยอดเขามีความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 293 เมตร มีพื้นที่ติดกับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และมีจุดชมทิวทัศน์บนเนินเขาริมทะเล สามารถชมทัศนียภาพของอ่าวมะนาวในมุมสูงได้ บริเวณริมหาดมีสวนรุกขชาติและทิวต้นสนทะเลร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน ในบริเวณใกล้เคียงมีที่พักของเอกชน ร้านอาหาร และคาเฟ่เปิดให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายหาด (Beach Forest) ระยะทาง 1 กิโลเมตร พันธุ์ไม้ที่พบเป็นไม้ที่ชอบความแห้งแล้ง เช่น จิกทะเล มะนาวผี เตยทะเล (คล้ายสับปะรด) เป็นต้น เนื่องด้วยอุทยานฯ ยังอยู่ในสถานะเตรียมการเพื่อรอประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานฯ อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ สอบถามข้อมูล โทร. 0 7354 2344, 08 8752 4747 ที่ตั้ง : หมู่ที่ 12 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/h9mu36hG5zEZCtvD8 8. วัดชลธาราสิงเห ตามประวัติศาสตร์ ท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ และต้องไปขอที่ดินจากพระยากลันตันเพื่อที่จะสร้างวัด เมื่อปี พ.ศ. 2416 ซึ่งสมัยนั้นดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตัน วัดนี้จึงมีส่วนเกี่ยวพันกับกรณีแบ่งแยกดินแดนตากใบระหว่างสยาม (ไทย) กับมลายู (มาเลเซีย) ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในขณะนั้น (ตรงกัยรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2452) โดยฝ่ายสยามได้มีการยกเอาพระพุทธศาสนา วัด และศิลปะในวัดเป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน อังกฤษจึงยอมรับในเหตุผลดังกล่าว โดยให้ถือเอาแม่น้ำโก-ลก (แม่น้ำตากใบ) ตรงบริเวณที่ไหลผ่านเมืองตากใบเป็นเส้นแบ่งเขตแดน วัดนี้จึงรู้จักในอีกนามหนึ่งว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย” ภายในวัดมีบรรยากาศเงียบสงบและมีลานกว้างริมแม่น้ำ พระอุโบสถซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา เป็นพุทธประวัติที่สอดแทรกภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้น และยังเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปิดทองทั้งองค์ ทำให้ไม่เห็นลักษณะเดิมที่พระโอษฐ์เป็นสีแดง พระเกศาเป็นสีดำ ประดิษฐานอยู่บนบุษบกทรงสอบ มีความสูง 1.5 เมตร จากลักษณะบุษบก สันนิษฐานว่าเป็นพระมอญ นอกจากนี้ยังมีพระวิหารที่ประดิษฐานพระนอน ซึ่งตามผนังประดับด้วยเครื่องถ้วยชามสังคโลก ที่ตั้ง : ริมฝั่งแม่น้ำตากใบ หมู่ที่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/K1M2aHDWi5mLCmGf6 9. เกาะยาวและสะพานคอย 100 ปี “เกาะยาว” อยู่ห่างจากตัวอำเภอตากใบประมาณ 3 กิโลเมตร ฝั่งด้านหนึ่งของเกาะติดกับทะเลอ่าวไทย ส่วนอีกฝั่งด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำตากใบ เกาะมีความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร บริเวณชายหาดทางตอนบนจนถึงตอนกลางของเกาะมีทิวมะพร้าวเรียงรายเป็นแนวยาวสวยงาม ส่วนชายหาดทางตอนใต้ของเกาะเป็นทิวต้นสนทะเล ประชากรบนเกาะส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและทำสวนมะพร้าว “สะพานคอย 100 ปี” ในสมัยก่อนการเดินทางไปมาระหว่างเกาะยาวกับที่ว่าการอำเภอตากใบต้องใช้เรือ เพราะมีแม่น้ำตากใบกั้นกลาง กว่าจะมีการสร้างสะพานไม้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรในเส้นทางนี้ ชาวบ้านต้องรอคอยถึง 100 ปี จึงกลายเป็นที่มาของชื่อสะพาน ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ เป็นสะพานคอนกรีตแข็งแรงและสวยงาม ทอดยาวคู่กับสะพานไม้เดิมที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อยู่ ที่ตั้ง : ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/k5DnMDDWrHth1mjX7 10. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ “เจ้าแม่โต๊ะโมะ” (เจ้าแม่มาจูหรือเจ้าแม่ทับทิม คือเทพองค์เดียวกัน ) มีความเชื่อว่าเป็นองค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล และมีเรื่องเล่าที่มาของท่าน ณ เหมืองทองคำที่เขาโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งชาวบ้านได้ตั้งศาลให้ท่านครั้งแรกที่บริเวณนั้น และต่อมามีการจัดตั้งศาลให้ท่านใหม่ในอำเภอสุไหง โก-ลก เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2495 แต่ยังคงตั้งชื่อศาลเจ้าตามแหล่งที่มาเดิม คือ เขาโต๊ะโมะ ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นตำบลภูเขาทองแล้ว ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะเป็นที่นับถือของชาวสุไหงโก-ลกและผู้คนในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งชาวจีนในประเทศมาเลเซีย ในช่วงเดือนสามตามปฏิทินจีน (เดือนเมษายน) จะมีการจัดงานประเพณีที่บริเวณศาลเจ้า มีกิจกรรมมากมาย เช่น ขบวนแห่เจ้าแม่ ขบวนสิงโต ขบวนเอ็งกอ ขบวนกลองยาว และพิธีลุยไฟ เป็นต้น เปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ที่ตั้ง : ถนนเจริญเขต ตำบลสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/wLYtvkgoZVFe8Tc87 11. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา “ป่าฮาลา-บาลา” เป็นป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forests) ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 626.7 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เทือกเขาสันกาลาคีรีและมีแนวป่าต่อเนื่องกับป่าเบลุ่ม ทางตอนเหนือของมาเลเชีย มีพื้นที่ผืนป่าดงดิบที่ไม่ต่อเนื่องกัน แต่ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเข้าด้วยกัน คือ “ป่าฮาลา” อยู่ในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ส่วน “ป่าบาลา” อยู่ในเขตอำเภอแว้งและอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ปัจจัยหนึ่งในการวัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า สามารถวัดได้จากจำนวนประชากรของนกเงือก ซึ่งเป็นนกหายากชนิดหนึ่ง และมักพบอาศัยอยู่ในผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เงียบสงบเท่านั้น แต่ในป่าฮาลา-บาลามีการพบนกเงือกถึง 9 ใน 12 ชนิดของนกเงือกที่พบในประเทศไทย และยังมีสัตว์ป่าหายากอีกมากมาย เช่น ชะนีดำใหญ่ หรือเซียมัง (มีสีดำตลอดตัวและมีขนาดใหญ่กว่าชะนีธรรมดา) ชะนีมือดำ (ซึ่งปกติจะพบเฉพาะในป่าบนเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว ป่าบริเวณทางเหนือของมาเลเซีย และป่าทางใต้สุดของไทยเท่านั้น) กบทูด (กบภูเขา) ซึ่งเป็นกบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นที่รวบรวมการกระจายของพรรณไม้หายากนานาชนิด เช่น ปาล์มบังสูรย์ ดงมหาสดำ เป็นต้น ที่ตั้ง : ที่ทำการตั้งอยู่ ณ บ้านบาลา หมู่ที่ 5 ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/DxRGW7fHjhSGACoP7 สถานที่ท่องเที่ยวภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เช่น จุดชมวิวทะเลหมอกสองแผ่นดิน (อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4062) จุดชมสัตว์ (อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4062 ลักษณะเป็นศาลาชมสัตว์ ด้านล่างเป็นหุบเขาสามารถชมสัตว์ป่าและส่องนก) ต้นกะพงยักษ์ (อยู่ห่างจากที่ทำการจากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาประมาณ 100 เมตร) น้ำตกศรีทักษิณ (อยู่ห่างจากต้นกะพงยักษ์ประมาณ 200 เมตร) น้ำตกสิรินธร น้ำตกสายรุ้ง และน้ำตกบาเล๊ะ เป็นต้น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักแรม ผู้ที่ประสงค์เข้าพื้นที่เพื่อศึกษาธรรมชาติ ต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าฮาลา-บาลา สอบถามข้อมูล โทร. 08 7276 2351 หรือสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี โทร. 0 7333 6290-3 หรือ เว็บไซต์ www.dnp.go.th 12. ชุมชนท่องเที่ยวภูเขาทอง ในอดีตชุมชนภูเขาทองเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำโต๊ะโมะ โดยมีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการรับสัมปทาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา เหมืองทองคำโต๊ะโมะจึงถูกปิดกิจการลง ในเวลาต่อมาพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตปกครองของตำบลมาโมง อำเภอแว้ง ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนในสมัยนั้นจะเป็นที่อยู่ของชนเผ่าซาไก ขบวนการกองโจรคอมมิวนิสต์มลายู และขบวนการโจรพูโล ปัจจุบันชุมชนภูเขาทอง ได้พัฒนากลายมาเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมล่องแก่งภูเขาทอง จะล่องในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำสายบุรี ในพื้นที่ตำบลภูเขาทอง จุดเริ่มต้นในการล่องแก่งอยู่ที่บ้านโต๊ะโมะ ไปจนถึงฟาร์มตัวอย่าง บ้านไอปาโจ ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาล่องด้วยเรือคายักประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างเส้นทางจะได้ชมวิถีชาวบ้านที่กำลังร่อนแร่ทองคำและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมร่อนแร่ทองคำภูเขาทอง เนื่องจากตำบลภูเขาทองเคยมีการพบแร่ทองคำจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ทองคำในบริเวณภูเขาโต๊ะโมะ จึงมีราษฎรจากพื้นที่ต่าง ๆ อพยพเข้ามาทำเหมืองเป็นจำนวนมาก แม้ปัจจุบันจะยกเลิกสัมปทานไปแล้ว แต่ความอุดมสมบูรณ์ของแร่ทองคำยังคงอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีชาวบ้านมาร่อนแร่ทองคำตามวิถีแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้านกันอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถชมการร่อนทองของชาวบ้านในเส้นทางช่วงท้าย ๆ ของการล่องแก่ง ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านมักจะมาร่อนแร่หาทองคำ และนักท่องเที่ยวสามารถไปร่วมทดลองร่อนหาทองกับชาวบ้านได้ กิจกรรมชมเหมืองทองคำโต๊ะโมะและอุโมงค์ลำเลียงทอง เป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำโต๊ะโมะ ซึ่งในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2474 ชาวฝรั่งเศสได้เข้ามารับสัมปทานทำเหมืองแร่ทองคำในบริเวณภูเขาโต๊ะโมะ ปัจจุบันที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำโต๊ะโมะได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เข้าชมสิ่งก่อสร้างที่คงเหลือไว้ เช่น บ้านพักที่ทำการเดิม อุโมงค์ 4 อุโมงค์หลัก และอุโมงค์ย่อยอีกจำนวนมาก กิจกรรมเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา และชมต้นกะพงษ์ยักษ์ ตั้งอยู่ตรงข้ามหน่วยพิทักษ์ภูเขาทอง ตำบลสุคิริน มีอายุกว่า 100 ปี มีขนาดเส้นรอบวง 25 เมตร สอบถามข้อมูล ชุมชนท่องเที่ยวภูเขาทอง โทร. 09 3725 0969 ที่ตั้ง : ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/pXkebe3hXFH5ioxT9 13. อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เทือกเขาบูโดเป็นส่วนหนึ่งของป่าดิบร้อนแบบอินโด-มาลายัน ป่าดิบชื้นเขตร้อนที่มีความชื้นสูง เพราะมีฝนตกตลอดปี เป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดเมื่อเทียบกับป่าประเภทอื่นในพื้นที่ขนาดเท่า ๆ กัน สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาตาเวเป็นยอดเขาสูงที่สุด ประมาณ 1,182 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง เป็นแหล่งน้ำต้นกำเนิดแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำสายบุรี คลองบาเจาะ มีพันธุ์ไม้ที่มีค่านานาชนิด โดยเฉพาะปาล์มบังสูรย์และใบไม้สีทอง (ย่านดาโอ๊ะ) สันนิษฐานว่าถูกค้นพบครั้งแรกของโลกที่นี่ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ เช่น น้ำตกปาโจ อยู่ในบริเวณบ้านปาโจ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดปี น้ำตกมี 7 ชั้น มีความสูง 60 เมตร น้ำตกชั้นแรกมีขนาดใหญ่และสวยที่สุด สายน้ำจะไหลตกลงมาจากลานผาหินกว้างลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เบื้องล่าง ในพื้นที่อุทยานฯ ยังมีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง ตลอดจนมีประวัติศาสตร์ที่มีอดีตความเป็นมาและเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในนามขบวนการบูโดและขบวนการพูโล ซึ่งปัจจุบันบูโด-สุไหงปาดีเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่หลงเหลือแต่ความงดงามของธรรมชาติให้ได้ชื่นชมและอนุรักษ์ อัตราค่าบริการเข้าอุทยานฯ : ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท สอบถามข้อมูล โทร. 0 7353 0406 ที่ตั้ง : ถนนพิพิธ ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/vqochWxVh8Pz147Y9 14. มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น มัสยิดเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี มัสยิดแห่งนี้จะมีอายุครบ 400 ปี ในปี พ.ศ. 2567 อาคารมัสยิดก่อสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้ภูมิปัญญาสลักไม้แทนตะปูหรือสกรูเหล็ก เป็นการสร้างแบบศิลปะไทยพื้นบ้านแบบประยุกต์ ผสมผสานกับศิลปะแบบจีนมลายู ได้รับการยกย่องให้เป็นมัสยิดที่มีความงดงามและเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกมลายู และยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบการละหมาดจนถึงปัจจุบัน ภายในมัสยิดเป็นที่เก็บรักษาพระคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเขียนด้วยลายมือของ วันฮุซเซน อัซซานาวี อิหม่ามคนแรกของมัสยิด เป็นสมบัติอันทรงคุณค่าและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นพหุสังคม ควรค่าอย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่สู่ประชาชนและนักท่องเที่ยว (การเที่ยวชมมัสยิด ควรสำรวมและแต่งกายสุภาพ) ที่ตั้ง : บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/iWocDevUGoAQpnVc7 15. พิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัล-กุรอาน เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารโบราณมากกว่า 70 เล่ม ซึ่งส่วนใหญ่รวบรวมมาจากชาวบ้านในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ คัมภีร์อัล-กุรอาน (Al-Quran) ที่เก่าแก่ที่สุดของโรงเรียนสมานมิตรวิทยามีอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งเป็นของประเทศอียิปต์ นอกจากนี้แล้วยังมีตำรายา ตำราดาราศาสตร์ และตำราต่าง ๆ ที่มีอายุเก่าแก่อีกหลายเล่ม แต่เดิมนั้นชาวบ้านจะจัดเก็บคัมภีร์อัล-กุรอานไว้ตามบ้าน ไม่ได้นำมารวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อกรมศิลปากรเข้ามาดูแล ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรวบรวมตำราที่สำคัญ นำมาซ่อมแซมให้ดีและเก็บรักษาไว้ที่นี่ โดยคัมภีร์อัล-กุรอานที่ชำรุดและไม่สามารถซ่อมแซมเองได้นั้น จะจัดส่งไปให้ช่างที่ชำนาญการในประเทศตุรกีทำการซ่อมแซม เปิดทุกวันเสาร์-วันพฤหัสบดี (ปิดวันศุกร์) ช่วงเช้าเปิดเวลา 09.00-12.00 น. ช่วงบ่ายเปิดเวลา 13.00-17.00 น. สอบถามข้อมูล โทร. 08 4973 5772 ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พิกัด : https://maps.app.goo.gl/XXgRVXUwFb14mjv66 16. อาหารถิ่น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม อาหารถิ่นและเมนูที่มีขายตามร้านอาหารทั่วไปจึงมักเป็นอาหารฮาลาล ชาวนราธิวาสส่วนใหญ่นิยมทานข้าวเจ้าเป็นหลัก และมื้อเย็นนั้นนิยมทานพร้อมกันทั้งครอบครัว กับข้าวแต่ละมื้อมักมีอาหารประเภทที่มีน้ำแกงและที่ขาดไม่ได้คือน้ำพริกหรือน้ำบูดู ผักจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารทุกมื้อ อาหารท้องถิ่นที่นิยมของจังหวัดนราธิวาส เช่น ข้าวยำน้ำบูดู (นาซิกราบู) ข้าวมันแกงไก่ (นาซิดาแฆ) ข้าวหมก (ไก่ แพะ) และข้าวแกง ซึ่งแต่ละจานมีเอกลักษณ์เฉพาะ เน้นวิถีดั้งเดิม ไม่นิยมปรุงแต่งหน้าตาของอาหารให้งามเลิศเลอ หากแต่รสชาติถูกปากคนท้องถิ่น 17. สินค้าพื้นเมืองและของฝาก จังหวัดนราธิวาสมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้าที่ระลึกหลากหลาย เช่น เรือกอแระจำลอง ผลิตภัณฑ์กระจูดสาน ว่าววงเดือน ผ้าบาติก อาหารทะเลตากแห้ง ปลากุเลาแดดเดียว (เป็นสินค้า GI ของจังหวัด) กือโป๊ะ (ข้าวเกรียบปลา) น้ำบูดู เป็นต้น
ปากน้ำบางนรา…นราธิวาส
ปากน้ำบางนรา…นราธิวาส นราธิวาส / By เพื่อนร่วมทาง / 15/04/2024 แม่น้ำบางนราถือเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ลุ่มน้ำขนานไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออก มีความยาวของสายน้ำประมาณ 60 กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอเมืองนราธิวาสและอำเภอตากใบ มีปากน้ำไหลออกสู่ทะเล 2 จุด คือ ไหลออกอ่าวไทยตรงปากแม่น้ำที่อำเภอเมืองนราธิวาส และไหลลงสู่แม่น้ำสุไหงโก-ลก ก่อนออกสู่ทะเลบริเวณอำเภอตากใบ ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างไทยและมาเลเซีย ปากแม่น้ำบางนรา (ตอนบน) ซึ่งอยู่ทางใต้ของหาดนราทัศน์ เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงและสวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัด มีทิวสนทะเลขึ้นเรียงรายทั้งสองฝั่งของปากแม่น้ำ สามารถชมวิถีชีวิตชุมชนประมงชายฝั่งบริเวณปากน้ำบางนรา (ตอนบน) ได้อย่างใกล้ชิด จุดชมทิวทัศน์หลัก มี 2 จุด คือ สะพานปรีดานราทัศน์และสะพานวีระพัฒนา ซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองโคกเคียน ลำคลองสาขาของแม่น้ำบางนราและอยู่ใกล้กับปากน้ำบางนรามากที่สุด บริเวณสองฝั่งคลองโคกเคียนเป็นบ้านเรือนของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง จะพบเห็นเรือกอและจอดเรียงรายตัดกับบ้านเรือนริมน้ำสีสันสดใส มีเรือน้อยใหญ่แล่นเข้าออกคลองแห่งนี้ตลอดทั้งวัน พิกัดสะพานปรีดานราทัศน์ https://maps.app.goo.gl/qo4dxj1UbvMpf5VM7 พิกัดสะพานวีระพัฒนา https://maps.app.goo.gl/DDhdmY2nLRqRuUBy9 ทางใต้ของหาดนราทัศน์ ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พิกัดปากน้ำบางนรา https://maps.app.goo.gl/2NtmupbHAGk67X3CA
✨ แนะนำมัสยิดสวยแดนใต้ ✨
✨ แนะนำมัสยิดสวยแดนใต้ ✨ นราธิวาส , ปัตตานี , ยะลา , สงขลา / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / 20/08/2022 มัสยิดในแดนใต้หลายแห่งขึ้นชื่อว่ามีสถาปัตยกรรมที่สวยงามอลังการมาก ๆ เท่าที่แอดได้เห็นก็ประทับใจไปหมดทุกที่ หากใครมีโอกาสแวะมาเที่ยวทางใต้ แอดก็อยากให้ลองมาตามรอยเพื่อชมของจริงด้วยตาตัวเองกัน มัสยิดกลางสงขลา (มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม) จ.สงขลา เป็นมัสยิดที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายกับทัชมาฮาลที่ประเทศอินเดีย ด้านหน้ามีสระน้ำยาวกว่า 200 เมตร ภายในตกแต่งสวยงาม ประณีตอ่อนช้อย พื้นปูด้วยหินอ่อน มีความโอ่โถง เหมาะกับการทำพีธีกรรมทางศาสนาและทำจิตใจให้สงบ ในช่วงพระอาทิตย์ตก ที่นี่จะสวยเป็นพิเศษ จึงมีเหล่าช่างภาพที่ชอบถ่ายภาพสถาปัตยกรรมสวย ๆ นิยมเดินทางมาเก็บภาพกัน หากเพื่อน ๆ อยากชม “ทัชมาฮาล” แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปประเทศอินเดีย สามารถลองมาที่นี่ก่อนได้นะ : 352 ถนนลพบุรีราเมศวร์ ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 : 08.30-15.30 น. (ปิดวันศุกร์) : 0 7430 5300 : https://goo.gl/maps/AFcrko6qhkZ3XAM7A มัสยิดกรือเซะ (มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์) จ.ปัตตานี เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 มัสยิดกรือเซะมีอีกชื่อว่า “มัสยิดปิตูกรือบัน” ซึ่งมาจากรูปทรงของประตูมัสยิด ที่มีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบโกธิค โดยคำว่า ปิตู แปลว่า ประตู ส่วนคำว่า กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง ส่วนที่มัสยิดสร้างไม่เสร็จนั้น จากการสำรวจของกรมศิลปากร พบว่าโครงสร้างโดมนั้นมีลักษณะไม่แข็งแรง ขาดความสมดุล จึงทำให้พังทลาย ประกอบกับช่วงนั้นผู้ปกครองเมืองได้ย้ายศูนย์กลางเมืองไปยังบานาและจะบังติกอ มัสยิดกรือเซะจึงถูกทิ้งให้ร้างไป ในปี พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะซ่อมแซม เพื่อให้มัสยิดกรือเซะ ยังคงสภาพเป็นโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานี และสามารถใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจได้ต่อไป ใครสนใจอยากชมมัสยิดที่มีความสวยงามแบบดิบ ๆ หน่อย แอดแนะนำที่นี่เลย : ตลาดเก่าเทศบาลนคร ถนนสิโรรส อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 95000 : ทุกวัน 24 ชั่วโมง : https://goo.gl/maps/PahKvFQBTbfEL4mc7 มัสยิดกลางปัตตานี จ.ปัตตานี นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจ และแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองปัตตานีแล้ว ที่นี่ยังถือว่าเป็นมัสยิดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทยอีกด้วย มัสยิดกลางปัตตานีเป็นอีกแห่งที่มีต้นแบบมาจาก ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย โดยผสมผสานกับลักษณะวิหารแบบตะวันตก ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่ มีทางเดินแยก 2 ด้านซ้ายขวา มีโดมบริวาร 4 ทิศ และมีหอคอยสูงอยู่สองข้าง บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มัสยิดแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกกรมศาสนา เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ : ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 94000 : ทุกวัน 09.30-15.30 น. (ปิดวันศุกร์) : 08 9654 9496 : https://goo.gl/maps/BZRfPje7HaH9wHDv9 มัสยิดวาดีลฮูเซ็น จ.นราธิวาส มีอีกชื่อหนึ่งว่า มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด 300 ปี) สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2167 โดยผู้อพยพมาจากจังหวัดปัตตานี มัสยิดนี้ จะมีความต่างจากมัสยิดทั่วไปตรงที่ตัวอาคารสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง รูปทรงอาคารเป็นแบบไทยพื้นเมืองผสมผสานด้วยศิลปะจีนและมลายู ก่อสร้างตามแบบภูมิปัญญาโบราณ คือใช้ไม้สลักแทนตะปู หลังคาเป็นกระเบื้องดินเผา ตัวผนังจะใช้ไม้ทั้งแผ่นแล้วเจาะหน้าต่าง มีช่องลมแกะเป็นลวดลาย ใบไม้ ดอกไม้สลับลายจีน ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานประกอบศาสนกิจ หากต้องการเข้าชมภายในต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน โดยทั่วไปจะสามารถเข้าชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น : ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส 96170 : ทุกวัน 08.00-18.00 น. : 0 7352 2411 : https://goo.gl/maps/WQwjwFwWg1FbShBs6 ข้อควรรู้เรื่องการแต่งกายก่อนเข้าชมมัสยิด เนื่องจากมัสยิดเป็นศาสนาสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม หลายที่เปิดให้เข้าชมได้แม้จะนับถือต่างศาสนา ดังนั้นควรแต่งกายให้เกียรติสถานที่ โดยแต่งกายให้สุภาพ ไม่ใส่กางเกงหรือกระโปรงสั้น เสื้อสายเดี่ยว และเสื้อรัดรูป ปัจจุบัน หลาย ๆ แห่งจะมีผ้าคลุมให้นักท่องเที่ยวใช้คลุมเพื่อเข้าชมภายใน
🌳 ป่าพรุโต๊ะแดง หนึ่งเดียวในไทย 🌳
🌳 ป่าพรุโต๊ะแดง หนึ่งเดียวในไทย 🌳 นราธิวาส / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / 25/07/2022 ป่าในชายแดนภาคใต้ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีความชื้นสูง ทำให้ป่ามีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในจำนวนป่าภาคใต้ทั้งหมด ป่าที่มีความพิเศษที่แอดอยากจะแนะนำก็คือ “ป่าพรุโต๊ะแดง” ป่าพรุโต๊ะแดง หรือ ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร เป็นป่าพรุผืนสุดท้ายที่ยังมีความสมบูรณ์แห่งเดียวในไทย ครอบคลุมถึง 3 อำเภอใน #จังหวัดนราธิวาส เป็นป่าที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะมีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายากหลายชนิด สำหรับนักเดินทางแล้ว การได้ไปยังสถานที่ที่มีสิ่งหาชมได้ยาก นับเป็นเรื่องตื่นเต้นและคุ้มค่าที่จะไป ป่าพรุเป็นป่าดิบชื้นที่มีลักษณะพิเศษคือ มีแอ่งน้ำจืดไหลอาบผืนป่าตลอดทั้งปี โดยใต้น้ำมีการสะสมของซากพืชต่าง ๆ ย่อยสลายกลายเป็นดินพีท (peat) หรือดินอินทรีย์ และยังมีการสะสมระหว่างดินพีทกับดินตะกอนทะเลสลับชั้นกัน เนื่องจากน้ำทะเลเคยมีระดับสูงขึ้นจนท่วมป่าพรุ เกิดการสะสมของดินตะกอนทะเล ต้นไม้ในป่าพรุมีการทยอยตายไป และเกิดป่าชายเลนแทนที่ และเมื่อระดับน้ำทะเลลดลง มีฝนตกลงมาสะสม น้ำที่ขังอยู่จึงจืดลง และเกิดป่าพรุขึ้นอีกครั้ง ด้วยลักษณะของป่าพรุ ทำให้พรรณไม้ต่าง ๆ ต้องปรับตัวตามสภาพผืนป่าเพื่อความอยู่รอด ที่นี่มีพรรณไม้มากกว่า 400 ชนิด รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิดอีกมากมาย “นกเงือกดำ” 1 ใน 13 สายพันธุ์นกเงือกที่มีอยู่ในไทย เป็นสายพันธุ์หายากที่พบในป่าพรุแห่งนี้เพียงแห่งเดียว หากเดินทางมาที่นี่แล้วได้เห็นกับตา ก็น่าจะเป็นความประทับใจที่ดีเลยล่ะ นักท่องเที่ยวสามารถเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติไปบนสะพานไม้ระยะทาง 1,200 เมตร ที่ทอดยาวในป่า และชื่นชมกับความร่มรื่นของผืนป่ากันได้ทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง “พายเรือคายัก” หากเพื่อน ๆ สนใจพายคายัก ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า โดยมีค่ากิจกรรมคนละ 50 บาท หากเพื่อน ๆ มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนราธิวาส #ป่าพรุโต๊ะแดง ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด 📍 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ⏰ เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. (กรณีเที่ยวชมวันเสาร์-อาทิตย์ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่) 📞 098 010 5736 (อาจติดต่อยากบางเวลาเนื่องจากติดภารกิจ) 🌐 https://goo.gl/maps/DVPpdhWDHP2x61Bt8
ฮาลา-บาลา อัญมณีแห่งแดนใต้
ฮาลา-บาลา อัญมณีแห่งแดนใต้ นราธิวาส , เกร็ดความรู้ท่องเที่ยว / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / 31/01/2022 “ฮาลา-บาลา” หรือ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา” เป็นป่าดิบชื้นบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ประกอบไปด้วยผืนป่าฮาลา ในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส กับป่าบาลา ซึ่งเป็นส่วนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าศึกษาธรรมชาติได้ มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอแว้งและอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ฮาลา-บาลา เป็นผืนป่าที่มีความชื้นสูงตลอดทั้งปี เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำสุไหงโก-ลก ด้วยลักษณะเชิงนิเวศที่เป็นป่าดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง “ฮาลา -บาลา” จึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด สัตว์ป่าสงวน เช่น เลียงผา สมเสร็จ แมวลายหินอ่อน และกระซู่ รวมถึงสัตว์ป่าหายากในไทย เช่น ชะนีดำใหญ่ กบทูด และนกเงือก นกหายากที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่า ที่นี่พบนกเงือกมากถึง 10 ใน 13 ชนิดที่เราพบในไทย นอกจากนี้ ที่นี่ยังถือเป็นสวรรค์ของนักดูนก เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของนกกว่า 200 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ตะเคียนชันตาแมว สยา กุหลิม หลุมพอ ขนุนป่า ศรียะลา ประ ทุเรียนป่า และไม้ประดับที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ปาล์ม บังสูรย์ ใบไม้สีทอง เฟิร์นยักษ์ และหวายชนิดต่างๆ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวฮาลา- บาลา คือ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกไม่มากเกินไปนัก เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าฮาลา-บาลา 4062 ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส https://goo.gl/maps/7SpcAqo3DHR4Z63JA นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าเที่ยวชมศึกษาธรรมชาติ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ” เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จ.นราธิวาส Hala-bala Wildlife Sanctuary “
