บทความท่องเที่ยว
เที่ยว ‘ภูทับเบิก’ หน้าฝน
เที่ยว ‘ภูทับเบิก’ หน้าฝน Phetchabun , ที่เที่ยวภาคเหนือ , เพชรบูรณ์ / By เพื่อนร่วมทาง / Phetchabun , Travelling , สถานที่ท่องเที่ยว , เพชรบูรณ์ / 29/09/2025 ตื่นมารับลมหนาว ชมทะเลหมอก เคียงข้างขุนเขา หนึ่งในที่เที่ยวธรรมชาติที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง แวะมาสูดอากาศดีๆ แล้วจะรู้ว่า “ธรรมชาติรักษาใจได้จริง แล้วจะหลงรัก ภูทับเบิก ไม่รู้ลืม” 🍃💚 ภูทับเบิก ตั้งอยู่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัด ด้วยความสูงกว่า 1,768 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ที่นี่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนและฤดูหนาว ที่จะได้สัมผัสทะเลหมอกหนาแน่นสวยงามราวกับอยู่ในฝัน 🌧️❄️ เส้นทางขึ้น “ภูทับเบิก” สามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ 🚗 เส้นทางที่ 1 หล่มเก่า-ภูทับเบิก : ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 จนถึงแยกน้ำชุน ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2372 จนถึงแยกทับเบิก และต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2331 ซึ่งเป็นถนนขึ้นไปยังยอดภูทับเบิก เส้นทางช่วง 10 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงยอดภู เส้นทางค่อนข้างชันและมีลักษณะโค้งพับผ้ายาวต่อเนื่อง ระยะทางช่วงนี้ต้องอาศัยความชำนาญและระมัดระวังในการขับรถ และแนะนำว่าควรเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทาง เช่น ผ้าเบรก ยางรถยนต์ เป็นต้น 🚗 เส้นทางที่ 2 นครไทย-ภูหินร่องกล้า-ภูทับเบิก : จากอำเภอนครไทย ใช้ทางหลวงหมายเลข 2331 ผ่านอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตรงขึ้นสู่ภูทับเบิก เส้นทางนี้จะมาบรรจบกับเส้นทางที่ 1 ในช่วง 5 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงยอดภูทับเบิก และจะไม่ผ่านช่วงถนนที่เป็นโค้งพับผ้า เส้นทางโดยรวมจะมีความชันน้อยกว่า บนยอดภูทับเบิกมีจุดท่องเที่ยวเช็กอินหลัก เช่น อาคารหอดูดาวและจุดวัดอุณภูมิภูทับเบิก วัดป่าภูทับเบิก เป็นต้น และยังมีจุดชมวิวบนสันเขาอีกหลายจุด ที่สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก ทะเลหมอก และแสงไฟในยามค่ำคืนของชุมชนบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่างภูทับเบิก รวมทั้งมีทิวทัศน์ของแปลงกะหล่ำปลีขนาดใหญ่กระจายกับอยู่ทั่วภู ✨ สำหรับที่พักบนยอดภูทับเบิก มีทั้งบ้านพักและจุดให้บริการกางเต็นท์กระจายอยู่ทั่วบนสันเขา มีร้านอาหารและคาเฟเปิดให้บริการหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง เช่น ผักและผลไม้เมืองหนาว ตั้งกระจายอยู่ตลอดทางขึ้นลงภูทับเบิก 🏡
แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สำคัญใน ‘เพชรบูรณ์’
แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สำคัญใน ‘เพชรบูรณ์’ Phetchabun , ที่เที่ยวภาคเหนือ , เพชรบูรณ์ / By เพื่อนร่วมทาง / Phetchabun , Travelling , สถานที่ท่องเที่ยว , เพชรบูรณ์ / 15/09/2025 ขอแนะนำ 2 แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สำคัญใน เพชรบูรณ์ เริ่มที่ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัด เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจก่อนเดินทางต่อไปยัง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ตั้งอยู่ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้เข้าใจภาพรวมการตั้งถิ่นฐาน วิวัฒนาการสังคม และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ก่อนจะไปศรีเทพ หอฯ นี้ยังได้รับรางวัล Hall of Fame จาก ททท. สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม (Gold Awards) 3 ครั้งติดต่อกัน แสดงถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยม ⏰ เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์: 08:30 – 16:30 น. เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 09:30 – 15:30 น. ☎️ โทร: 0 5672 1523 💸 ค่าเข้าชม: ฟรี 📌 พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Fz97TMgK9kZDiEes6 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ห่างจากหอโบราณคดีฯ ประมาณ 128 กม. (เส้นทางกลับกรุงเทพฯ) ศรีเทพคือเมืองโบราณกว่า 1,500 ปี และได้รับการประกาศเป็น มรดกโลกแห่งใหม่ของไทยโดย UNESCO ในปี 2566 ไฮไลต์: ✨ เขาคลังนอก : ศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่พร้อมปูนปั้นงดงาม ✨ เขาคลังใน : โบราณสถานสำคัญกลางเมือง คาดว่าเป็นศาสนสถานประจำเมือง ✨ ปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง : ศาสนสถานศิลปะขอมที่แสดงอิทธิพลทางวัฒนธรรม การเยี่ยมชมศรีเทพจะทำให้ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโบราณ ทั้งสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และความเชื่อ สะท้อนความรุ่งเรืองในอดีต มีบริการรถรางภายในอุทยานฯ ⏰ เวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 08:00 – 16:30 น. 💸 ค่าเข้าชม: ชาวไทย 20 บาท, ชาวต่างชาติ 120 บาท | รถยนต์ 50 บาท ☎️ โทร: 0 5692 1322, 0 5692 1354 📌 พิกัด: https://maps.app.goo.gl/hmUeowxUEHQcMFkU9
✨ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ✨
✨ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ✨ เพชรบูรณ์ / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / 07/08/2023 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่คาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี มีร่องรอยโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันมากมาย โบราณสถานส่วนใหญ่มีรูปแบบศิลปะทั้งแบบทวารวดี และเขมรโบราณ หลายคนเรียกสถานที่นี้ในชื่อสั้น ๆ ว่า “เมืองโบราณศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,889ไร่ และแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เชื่อมกัน คือ เมืองส่วนใน (1,300 ไร่) และเมืองส่วนนอก (1,589 ไร่) มีสระน้ำและโบราณสถานกระจายอยู่ทั้งสองส่วน ซึ่งจากการขุดค้นพบว่า เฉพาะส่วนด้านในมีสระน้ำ หนองน้ำกระจายอยู่กว่า 70 บ่อและมีร่องรอยของโบราณสถานกว่า 48 แห่ง ซึ่งภายในอุทยานฯ จะมีรถรางนำเที่ยวชมรอบอุทยานฯ (นั่งได้ไม่เกินคันละ 20 คน) สามารถติดต่อล่วงหน้าเพื่อขอไกด์นำบรรยายได้ ภายในจะมี “ทางดำเนิน” ทางที่ใช้สัญจรในอดีตไปสู่เทวสถานและร่องรอยของอาคารที่คาดว่าน่าจะเป็น “ห้องเปลื้อง” ที่สันนิษฐานกันว่าเป็นที่ปลดผ้าของผู้วายชนม์ก่อนนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 👉 สถานสำคัญภายใน ⭐ อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เป็นอาคารจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้างที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2531 ⭐ ปรางค์สองพี่น้อง ศาสนสถานในกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองใน เป็นศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่คู่กัน 2 หลัง มีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีประตูทางเข้าทางเดียว ตรงกึ่งกลางห้องมีแท่นศิลาแลงสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ ⭐ ปรางค์ศรีเทพ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู สถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปะขอม ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลานด้านหน้าองค์ปรางค์มีบรรณาลัย 2 หลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน บริเวณด้านหน้าจะมีบ่อน้ำตามความเชื่อแบบขอมโบราณในการสร้างศาสนสถาน ซึ่งบ่อน้ำแห่งนี้เเป็นแหล่งตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย ⭐ เขาคลังใน ตั้งอยู่ฝั่งเมืองส่วนใน แอดมองดูแล้วคล้าย ๆ กับพีระมิดที่ประเทศอียิปต์ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน บริเวณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระที่มีหัวเป็นคน ลิง สิงห์ ช้าง และควายอยู่ในลักษณะท่าแบกหรือค้ำโบราณสถานอยู่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่เป็นปูนปั้นลายพรรณพฤกษาและลายเรขาคณิตประดับอีกด้วย ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ด้านบน แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ขึ้นไป เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างที่งดงามจากอดีตที่ก้าวผ่านเวลามากว่าพันปีและเหลือให้เห็นได้ที่นี่ โบราณสถานลักษณะนี้ เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติจึงเรียกว่า “เขาคลัง” ⭐ เขาคลังนอก อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองส่วนนอก ทางด้านทิศเหนือของเมืองโบราณศรีเทพ ชื่อเขาคลังนอกเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน เพราะที่นี่มีรูปร่างลักษณะคล้ายภูเขา โดยเชื่อกันว่ามีสมบัติและอาวุธเก็บรักษาอยู่ภายใน ประกอบกับในเขตเมืองโบราณศรีเทพ มี “เขาคลังใน” จึงได้เรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า “เขาคลังนอก” นั่นเอง จุดเด่นของโบราณสถานแห่งนี้ อยู่ที่ฐานอาคาร ซึ่งสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นสถูปที่ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่ามีการใช้พื้นที่ด้านบนประกอบศาสนพิธี มีรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ที่สำคัญ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นหนึ่งใน 40 แหล่งท่องเที่ยวใน Amazing Thailand NFTs Season 3 โครงการที่เชื่อมโยงศิลปะกับแหล่งท่องเที่ยวผ่าน Digital Art ด้วยการเก็บสะสม Generative-Art-NFT ในโทรศัพท์มือถือ เป็นที่ระลึกในโอกาสปีท่องเที่ยวไทย 2566 ได้อีกด้วย หากใครสนใจ สามารถร่วมสนุกด้วยการเก็บสะสม NFT ผ่านทางแอปพลิเคชัน YAKS ที่สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้งระบบ iOS และ Android ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2566 โดย สามารถดูวิธีการใช้งานและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/AmazingThailandNFTs 📍เลขที่ 208 หมู่ 13 ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 💵 ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท 🕘 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น. 📞0 5692 1317, 0 5692 1322 🌐 https://maps.app.goo.gl/4kn8PMbiJAbnaeLY7
✨ วัดธรรมยาน จ.เพชรบูรณ์ ✨
✨ วัดธรรมยาน จ.เพชรบูรณ์ ✨ เพชรบูรณ์ / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / 08/04/2022 สำหรับเพื่อน ๆ ที่พาครอบครัวมาเที่ยว จ.เพชรบูรณ์ แอดมีจุดหมายใหม่มานำเสนอ เหมาะมากสำหรับผู้มองหาความสงบทางใจแม้เพียงชั่วขณะ นั่นก็คือ “วัดธรรมยาน” วัดธรรมยาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการบูชาหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง สมัยที่เป็นเจ้าคุณพระสุธรรมยานเถระ และเนื่องจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นพระอาจารย์ที่ให้ความรู้ทางธรรมมาตลอดจึงมีการนำคำว่า ธรรมยาน มาตั้งเป็นชื่อวัด ซึ่งมีความหมายว่า สถานที่เปรียบเสมือนยานพาหนะ (เรือ) ในการนำพาให้เข้าถึงธรรมนั่นเอง วัดธรรมยานสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีสถาปนิกอาวุโสจากบริษัท เอสซีจี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและควบคุมการสร้าง บรรยากาศในวัดร่มรื่น รอบด้านมองเห็นวิวสีเขียว สบายตา อุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัยสีขาวสวยงาม ภายในอุโบสถนอกจากจะมีพระพุทธรูปที่ประดิษฐานซ้อนกันอยู่ 2 องค์แล้ว ยังมีรูปเหมือนหลวงพ่อฤาษีลิงดำด้วย ภายในตกแต่งด้วยลายไม้เรียบ ๆ ไม่เน้นภาพจิตรกรรมและการประดับกระจกตกแต่งสีสันสดใสเหมือนหลาย ๆ วัด ใครไปก็ต่างชอบในความงามเรียบ ๆ แบบนี้ บริเวณสระน้ำด้านหน้าอุโบสถ มีประติมากรรมพญานาคขนาดใหญ่ 2 ตนอยู่คู่กัน คือ พญาศรีสุธนและพญาศรีสุนันท์ เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมา ถ่ายรูปและสักการะขอพร เชื่อว่าหากเดินผ่านละอองน้ำจะมีโชคลาภและอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ภายนอกพระอุโบสถมีระเบียงคด ซึ่งประดิษฐานสมเด็จองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ตลอดจนรูปหล่อพระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอกยาวตลอดแนวกำแพง สามารถเดินชมความงามพร้อมสักการะ หรือเดินทำสมาธิได้ บริเวณโดยรอบ มีทั้งรูปเคารพขององค์เทพ และพระพุทธรูป สามารถขอพรได้ตามความศรัทธา หรือเพื่อน ๆ จะเดินเล่นรอบวัดเพื่อชมความงามของสถานที่และสัมผัสความร่มรื่นของต้นไม้ต่าง ๆ ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ไม่น้อย จากแนวคิดในการสร้างวัดที่สร้างขึ้นเพื่อขัดเกลา จิตใจตนเอง และเพื่อให้ผู้ใฝ่ความสงบหาทางพ้นทุกข์มาพบกัน ที่นี่จึงมีสถานที่สำหรับรองรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ตั้งใจมาปฏิบัติ แต่ต้องรอสถานการณ์โควิด ดีขึ้นก่อนนะ ถึงจะไปปฏิบัติธรรมแบบค้างคืนได้ : 400 หมู่ 8 บ้านห้วยน้ำบ่อ ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67220 : เปิดให้เข้าชม : 06.30-18.00 น. : 06 4632 0233
🌿🍀 เที่ยวธรรมชาติ ชิมอาหารถิ่น เช็คอินแหล่งประวัติศาสตร์ @เพชรบูรณ์ 🍀🌿
🌿🍀 เที่ยวธรรมชาติ ชิมอาหารถิ่น เช็คอินแหล่งประวัติศาสตร์ @เพชรบูรณ์ 🍀🌿 เพชรบูรณ์ / By เพื่อนร่วมทาง / สถานที่ท่องเที่ยว , อาหารท้องถิ่น / 16/03/2022 เมื่อพูดถึงเพชรบูรณ์ ระยะหลังมานี้ หลายคนคงนึกถึงในฐานะที่เป็นจุดหมายในการไปชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งเต็มหุบเขา แต่จริง ๆ เพชรบูรณ์ไม่ได้มีแค่นี้ ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ที่แอดอยากมานำเสนอเพิ่มเติม ทั้งแนวชมธรรมชาติ แนวชิมอาหารอร่อย และแนวชื่นชอบประวัติศาสตร์ ลองตามมาอ่านดูกัน ตารางเที่ยว วันที่ 1 1. เที่ยววัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว วัดสวย วิวดี มีมุมถ่ายรูปเยอะ 2. ชิมขนมจีนหล่มเก่าเจ้าอร่อย ที่ร้านขนมจีนบุญมี 3. ศึกษาเส้นทางธรรมชาติและสูดอากาศที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า วันที่ 2 4. ไก่ย่างข้าวเบือ อาหารถิ่น กินอร่อย 5. พุทธอุทยานเพชบุระ ที่ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา 6. ท่องอดีตที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ริ่มทริปกันที่ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว วัดยอดนิยมที่ใครมาเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์แล้วเป็นต้องมา ไม่เพียงความสวยงามของวัดที่ร่ำลือกัน แต่ด้วยความที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้วัดนี้มีวิวที่สวยสุด ๆ จุดหนึ่งของเพชรบูรณ์ ที่มาของคำว่า ผาซ่อนแก้ว เกิดขึ้นจากเรื่องเล่าขานที่ว่า มีชาวบ้านเคยเห็นลูกแก้วลอยอยู่บนฟ้าและหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และเชื่อว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงเรียกตามกันมาว่า “ผาซ่อนแก้ว” สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด คือ อุโบสถพระพุทธเจ้า 5 องค์ ที่มีองค์พระสีขาวนั่งลดหลั่นซ้อนกันลงมา และเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว สิริราชย์ธรรมนฤมิต ซึ่งภายในเป็นที่เก็บรวบรวมหลักธรรมคำสอน ภาพปริศนาธรรม และเป็นที่เจริญสติภาวนาสำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ความโดดเด่นอีกจุดหนึ่งของวัดนี้ ก็คือการนำกระเบื้องหลากสี เครื่องประดับ สร้อย กำไล ถ้วยชามเครื่องเบญจรงค์ ลูกปัดประดับตกแต่งไป ทั่วบริเวณวัด สวยทั้งเมื่อมองจากไกล ๆ หรือดูใกล้ ๆ เลยทีเดียว : 95 ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67280 : เปิดทุกวัน 07.00-17.00 น. : 06 3359 1554 ขนมจีนหล่มเก่า ขับรถจากวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วไปไม่เกิน 40 นาที เข้าสู่อำเภอหล่มเก่า แอดจะพาไปกินขนมจีน อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ร้านขนมจีนบุญมี เป็นขนมจีนเส้นสด เน้นทำใหม่ ๆ แล้วยกมาเสิร์ฟ แอดกำลังหิวเลยสั่งแบบชุดมากิน ประกอบด้วย น้ำยากะทิเนื้อปลาทับทิมคั่วกับเครื่องแกง น้ำยาป่ารสแซบกำลังดี และน้ำพริก รสเปรี้ยวอมหวาน จัดมาในภาชนะหม้อดิน มีเครื่องเคียงเป็นผักสด ผักต้ม และผักกาดดอง ที่สำคัญเป็นขนมจีนที่หน้าตาดีมาก มีหลากสีสันจากอัญชัญ บีทรูท ฟักทอง ฯลฯ ถ่ายรูปไปอวดเพื่อน ๆ ในโซเชียลได้เลย แต่หากใครกลัวกินไม่หมด ก็สั่งเป็นจานได้เช่นกัน หน้าร้าน จะมีการทำขนมจีนกันสด ๆ แอดไปยืนด้อม ๆ มอง ๆ ดู คุณป้าใจดีเลยอธิบายวิธีการทำให้ฟังเพลินเลย : หมู่ 3 ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ 67120 : เปิดทุกวัน 08.00-17.00 น. : 08 9643 2775 อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หลังจากอิ่มท้องแล้ว แอดจะพาเพื่อน ๆ ไปเดินชมวิวธรรมชาติ และพระอาทิตย์ตกดินกันที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งอยู่บนรอยต่อของสาม จังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ที่นี่เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ภาคเหนือ ปัจจุบัน ภายในอุทยานฯ ก็ยังเก็บรักษาหลักฐานและร่องรอยต่าง ๆ ของฐานที่มั่นแห่งนี้ไว้เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้ จุดแรกที่แอดจะพามาชม ก็คือ ทุ่งดอกกระดาษ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ ใช้เวลาขับรถประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว จากลานจอดรถเดินไม่ถึง 20 ก้าว เพื่อน ๆ ก็จะได้เจอกับแปลงดอกกระดาษที่ ตั้งอยู่ในโซนโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้าโดยดอกกระดาษจะบานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ถึงแม้เพื่อน ๆ จะมาไม่ตรงช่วงดอกกระดาษบาน แต่บริเวณนี้ก็ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยมาก มีหน้าผาเล็ก ๆ ให้ยืนชมวิวถึง 5 ผาด้วยกัน แต่อย่าเพิ่งชิงกลัวความสูงไปนะ เพราะผาที่ว่านี้ แอดว่าคล้ายเนินหินมากกว่า ทางเดินก็ค่อนข้างกว้าง สามารถเดินลงไปเก็บรูปสวย ๆ ได้หลายมุมเลย อ้อ…ที่นี่ขึ้นมาได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นนะ จุดต่อไปคือ “โรงเรียนการเมืองการทหาร” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ให้การศึกษาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่นี่จะมีห้องเรียน บ้านพัก สถานพยาบาล ครัว สร้างเป็นบ้านไม้แยกกันเป็นหลัง ๆ กระจายตัวอยู่ประมาณ 30 หลัง ตามแนวต้นไม้ ในช่วงเดือนมกราคม ใบเมเปิ้ลบริเวณนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างสวยงาม ต่อไปคือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติลานหินปุ่ม- ผาชูธง เส้นทางนี้จะเป็นวงกลม ระยะทางราว 3.7 กิโลเมตร ระหว่างทางเดิน เพื่อน ๆ จะได้เห็นก้อนหินรูปร่างประหลาดเป็นระยะ ทั้ง “ผาหินกบ” ก้อนหินใหญ่มองดูคล้ายกบเกาะอยู่บนหิน “ผาหัวใจหิน” รูปร่างคล้ายหัวใจ และ “ผานาคราช ” ที่เป็นเนินหินสูง มีรูปร่างคล้ายงูใหญ่ จากทางเข้าไม่เกิน 2 กิโลเมตร เราจะมาเจอกับ “ผาชูธง” หน้าผาสูงแห่งนี้ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยใช้เป็นจุดชูธงแดงรูปค้อนและเคียวเมื่อรบชนะทหารของรัฐบาล ปัจจุบัน บนผาชูธงมีธงชาติไทยปักอยู่ จากจุดนี้ เราสามารถมองเห็นวิวป่ามุมสูงได้กว้างไกลสุดสายตาเลย เส้นทางการเดินไม่ยาก สามารถเดินได้แบบสบาย ๆ นอกจากธรรมชาติสวย ๆ แล้ว ระหว่างทางจะมีป้ายให้ความรู้เป็นระยะ รวมทั้งมีจุดนั่งพักด้วย จากผาชูธงไปราว ๆ 500 เมตร ก็คือ ลานหินปุ่ม ลานหินขนาดใหญ่ริมหน้าผาสูง มีรอยตะปุ่มตะป่ำอยู่เต็มลาน เห็นแดดแรงแบบนี้ก็มีลมพัดมาเรื่อย ๆ นะ ช่วยให้หายร้อนไปได้เยอะเลย ไฮไลต์ของลานหินปุ่ม คือวิวพระอาทิตย์ตก สวยประทับใจแอดมาก ใครอยากเห็นต้องรีบมาเร็วหน่อย เพราะทางอุทยานฯจะปิดประตูเวลา 16.00 น. ส่วนคนที่เข้าไปแล้วก็สามารถอยู่จนดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้าได้ ขากลับ แอดเดินจากลานหินปุ่มมาที่ทางเข้า ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที ในการเข้าชมอุทยานฯ นักท่องเที่ยวต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน อย่างน้อย 2 เข็มขึ้นไปแก่เจ้าหน้าที่ (1เข็มสำหรับวัคซีน Johnson & Johnson) และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด 19 D-M-H-T-T-A โดยทางอุทยานฯ มีการจำกัดจำนวนคนดังนี้ 1.ลานกางเต็นท์ 400 คน/วัน 2. ลานหินแตก 500 คน/ช่วงเวลา 3. ลานหินปุ่ม 500 คน/ช่วงเวลา 4. โรงเรียนการเมืองทหาร 200 คน/ช่วงเวลา อัตราค่าบริการ คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท : 2331 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก 65120 : อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 08 1596 5977, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนง.พิษณุโลก (ดูแลจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์) 0 5525 2742-3 วันที่ 2 ไก่ย่างข้าวเบือ มื้อเช้าของวันที่ 2 แอดจะพาเพื่อน ๆ มาชิมอาหารถิ่นของ จ.เพชรบูรณ์อีกอย่าง นั่นก็คือ ไก่ย่างข้าวเบือ ลักษณะเป็นไก่เสียบไม้ที่พอกด้วยข้าวเหนียวบดละเอียดคลุกกับเครื่องแกงแล้วนำไปย่าง รสชาติจะออกเค็มและเผ็ดเล็กน้อย ร้านไก่ย่างข้าวเบือส่วนใหญ่จะเป็นร้านรถเข็น พบได้ตามเส้นทางเขาค้อ-เพชรบูรณ์ ราคาเพียงไม้ละ 10 บาท แต่บอกเลยว่าอร่อยคุ้มราคามาก ๆ เริ่มขายกันตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณ 06.30 น. พุทธอุทยานเพชบุระ จุดหมายแรกในวันนี้ของเราคือ พุทธอุทยานเพชบุระ ในอำเภอเมืองนี่เอง หากเพื่อน ๆ ขับรถผ่านหน้ามหาวิทลัยราชภัฏแล้ว ให้สังเกตทางด้านซ้ายมือไว้ เมื่อเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในท่านั่งก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย พุทธอุทยานเพชบุระ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา หรือองค์พระใหญ่ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเพชรบูรณ์ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เนื้อเป็นโลหะหล่อด้วยทองเหลืองบริสุทธิ์ หน้าตักกว้าง 11.964 เมตร และสูงถึง 16.5899 เมตร สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 84 พรรษา รอบ ๆ ฐานขององค์พระใหญ่ มีพระพุทธมหาธรรมราชาองค์เล็กอยู่รอบๆ มีศาลาสำหรับนั่งพักอยู่ทั้งทางด้านซ้ายและขวา มีลิฟ์ต์สำหรับผู้ใช้ wheelchair ด้านหลังองค์พระ มีสระน้ำและศาลา นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปรับลมได้ ใต้ฐานองค์พระใหญ่เป็นเหมือนอาคาร 3 ชั้นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ จากทางเข้า เราจะเจอชั้น 3 ก่อน เป็นห้องที่มีพระพุทธรูปและรูปปั้นหลวงพ่อสำคัญ ๆ ในประเทศไทยมากมาย เช่น หลวงพ่อพระไส พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธโสธร พระพุทธชินราช พระแก้วมรกต หลวงปู่มั่น หลวงปู่เงิน หลวงปู่แหวน ในการเข้าชม อย่าลืมถอดรองเท้ากันด้วยนะ ส่วนชั้น 2 และชั้น 1 จะเป็นห้องสำนักงานและห้องรวบรวมข้อมูล สถานที่ท่องเที่ยว ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมไปถึงข้อมูลโทรศัพท์ของหน่วยงาน และที่พักต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดใกล้เคียง : ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000 : เปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง (กลางคืนจะมียามคอยดูแล) : 0 9627 1877 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ที่สุดท้ายที่แอดจะพามา คือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เมืองขนาดใหญ่ในอดีต ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 8-18) ด้านในมีโบราณสถานมากมายที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยโบราณสถานเหล่านี้มีรูปแบบศิลปะทั้งแบบทวารวดี และเขมรโบราณ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อสมัยพุทธศตวรรษที่ 11 เมืองโบราณศรีเทพมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,889ไร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองส่วนใน (1,300 ไร่) และเมืองสวนนอก (1,589 ไร่) โดยทั้งสองส่วนต่อเชื่อมกัน มีสระน้ำและโบราณสถานกระจายอยู่แบบเดียวกัน ซึ่งจากการขุดค้นพบว่า เฉพาะส่วนด้านในมีสระน้ำ หนองน้ำกระจายอยู่กว่า 70 บ่อและมีซากโบราณสถานกว่า 48 แห่ง ภายในอุทยานฯ มีรถรางนำเที่ยวชมรอบอุทยานฯ (นั่งได้ไม่เกินคันละ 20 คน) สามารถติดต่อเพื่อขอไกด์นำบรรยายได้ โดยจุดแรกที่รถรางจะพาเราไปชมก็คือ อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เป็นอาคารจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้างที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2531 จากนั้นจะเป็นการพาชม 3 โบราณสถานที่สำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ โดยระหว่างทางเราจะพบกับ “ทางดำเนิน” ทางที่ใช้สัญจรในอดีตไปสู่เทวสถาน และซากของอาคารที่คาดว่าน่าจะเป็น “ห้องเปลื้อง” ที่สันนิษฐานกันว่าเป็นที่ปลดผ้าของผู้วายชนม์ก่อนนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โบราณสถานจุดแรกคือ ปรางค์สองพี่น้อง ศาสนสถานในกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองใน เป็นศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่คู่กัน 2 หลัง มีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีประตูทางเข้าทางเดียว ตรงกึ่งกลางห้องมีแท่นศิลาแลงสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ ปรางค์ศรีเทพ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู สถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปะขอม ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลานด้านหน้าองค์ปรางค์มีบรรณาลัย 2 หลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน ด้านหน้ามีบ่อน้ำตามความเชื่อแบบขอมโบราณในการสร้างศาสนสถาน ซึ่งบ่อน้ำแห่งนี้เเป็นแหล่งตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย ต่อมาคือ โบราณสถานเขาคลังใน ตั้งอยู่ฝั่งเมืองส่วนใน แอดมองดูแล้วคล้าย ๆ กับพีรามิดที่ประเทศอียิปต์ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน บริเวณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระที่มีหัวเป็นคน ลิง สิงห์ ช้าง และควายอยู่ในลักษณะท่าแบกหรือค้ำโบราณสถานอยู่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่เป็นปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาและลายเรขาคณิต ประดับอีกด้วย ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ด้านบน แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ขึ้นไป เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างที่งดงามจากอดีตที่ก้าวผ่านเวลามากว่าพันปีและเหลือให้เห็นได้ที่นี่ โบราณสถานลักษณะนี้ เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติจึงเรียกว่า “เขาคลัง” จุดต่อไปก็คือ โบราณสถานเขาคลังนอก อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองส่วนนอก ทางด้านทิศเหนือของเมืองโบราณศรีเทพ ชื่อเขาคลังนอกเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน เพราะที่นี่มีรูปร่างลักษณะคล้ายภูเขา โดยเชื่อกันว่ามีสมบัติและอาวุธเก็บรักษาอยู่ภายใน ประกอบกับในเขตเมืองโบราณศรีเทพ มี “เขาคลังใน” จึงได้เรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า “เขาคลังนอก” นั่นเอง จุดเด่นของโบราณสถานแห่งนี้ อยู่ที่ฐานอาคาร ซึ่งสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นสถูปที่ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่ามีการใช้พื้นที่ด้านบนประกอบศาสนพิธี มีรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แอดได้รู้จักอุทยานฯ แห่งนี้ ยิ่งได้มาชมพร้อมมีวิทยากรให้ความรู้ ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจ บอกเลยว่า อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ตามมาเที่ยวกันให้ได้ นอกจากจะมีความยิ่งใหญ่น่าทึ่งแล้ว ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ๆ โดยปัจจุบัน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ค่าบริการ ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท รถยนต์คันละ 50 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการวิทยากรบรรยาย (มีวิทยากรบรรยายภาษาอังกฤษ) ติดต่อโดยตรงได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ : ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ เพชรบูรณ์ 67170 : เปิดทุกวัน 08.30-16.30 น. : 0 5692 1322, 0 5692 1317
