พะเยา

พะเยา

ชิม ‘เชียงคํา’ ทีละคําสองคํา ตอนที่ 2

ที่ตลาดสดเทศบาล 1 คือตลาดสดหลักของ อ.เชียงคํา ที่ไม่ได้คึกคักแค่ในตัวตลาดสดที่อยู่ในร่มเท่านั้น แต่บนถนนข้างๆ ตลาดก็ยังกลายเป็นถนนคนเดินที่มีพ่อค้าแม่ขายมาปูเสื่อ กางร่ม เข็นรถเข็นมาขายอาหารเช้าแบบสุดแสนจะน่ากินราวกับว่าไม่มีใครยอมแพ้ใครเลยทีเดียว เราเริ่มจากการเข้าไปกินอาหารเช้าในร้านดังประจําตลาดที่ปูโต๊ะให้คนนั่งกินรอบคูหาก่อนจะเดินช้อปของกิ๋นถูกใจกลับมากินต่อในมื้อกลางวัน โดยวางแผนไว้ว่าจะเอาอาหารไปปูเสื่อกินกันที่นํ้าตกดังประจําถิ่น ว่าแล้วก็ไปลุยหาอาหารกัน! เมนูที่ 1 – ก๋วยเตี๋ยวนํ้าเงี้ยว.ร้านคําเอ้ย คือร้านขนมจีนนํ้าเงี้ยวเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในตลาด ความคลาสสิกคือมีคุณป้ายืนเด่นทําอาหารอยู่ตรงกลางเหมือนเป็นบาร์ แล้วรอบๆ คูหาก็เป็นทีนั่งกิน ซึ่งจุคนได้ราวๆ รอบละ 4-5 คนเท่านั้นจนต้องรอคิว ซึ่ง ไม่ใช่แค่บรรยากาศของร้านที่คึกคักชวนอร่อยนะ แต่คุณแม่สามีกระซิบบอกว่า ความเด็ดของร้านป้าคือเมนูก๋วยเตี๋ยวนํ้าเงี้ยว ที่เปลี่ยนจากเส้นขนมจีนมาใส่เส้นใหญ่แทน แต่เส้นใหญ่ของที่นี่หน้าตาเหมือนเส้นเล็กนะ.พอได้ที่นั่ง เราก็สั่งเมนูเด็ดที่แม่ว่ามากิน ซึ่งคอนเฟิร์มว่ามันเด็ดจริง ไม่เพียงนํ้าซุปนํ้าเงี้ยวที่อร่อยกลมกล่อม ถั่วงอกหัวโตที่ให้เติมได้เองไม่อั้น พริกคั่วหอมๆ ที่ใส่แล้วเพิ่มความอร่อยจัดจ้าน แต่ทีเด็ดจริงๆ คือเส้นใหญ่ที่เหนียวนุ่ม กลิ่นดี ซอยมาบางๆ ให้พอซึมซับเข้ากับนํ้าซุป เป็นเมนูยามเช้าที่บอกเลยว่าฟิน ถ้ามาที่นี่ต้องแวะมากิน  เมนูที่ 2 – ข้าวเกรียบปากหม้อเวอร์ชั่นพะเยา.ฟังชื่อเหมือนจะธรรมดา หากินง่ายในกรุงเทพฯ ใช่ไหม แต่ข้าวเกรียบปากหม้อของที่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย สําหรับเราเมนูนี้คือส่วนผสมของอาหารคาวและขนมหวานแบบที่เข้ากันได้ดีสุดๆ โดยในตลาดจะมีให้เลือกสองแบบคือแบบคาวกับหวาน เราเลือกแบบคาวกลับมาลองกิน สิ่งที่แปลกคือข้าวเกรียบปากหม้อที่นี่เปนไส้หน่อไม้ผัดหมูสับ ห่อด้วยแป้งบางเฉียบ โรยด้วยตั้งไฉ่ที่มีรสเค็มนิดๆ แต่ดันราดด้วยนํ้ากะทิ! พอชิมเข้าไปแล้วกลับกลายเป็นความเค็มหน่อยๆ มันนิดๆ ราดลงไปบนเท็กซ์เจอร์นุ่มนิ่ม และไส้แสนอร่อยกรุบๆ ที่สุดจะลงตัว สรุปว่าชอบจริงจังจนอยากให้มีแบบนี้ขายที่กรุงเทพฯ บ้าง  เมนูที่ 3 – แกงกระด้าง.เคยได้ยินเมนูแกงกระด้างมาบ้างเวลาไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ชิมเพราะฟังชื่อแล้วดูไม่น่าอร่อย พอมาเที่ยวพะเยาเราได้เจอขายอยู่ในตลาดแทบทุกวัน บวกกับคิดว่าวันนี้อยากได้อาหารเที่ยงที่พกพาง่ายไปกินที่นํ้าตก ก็เลยสบโอกาสได้ลองดูสักตั้ง.ความรู้ใหม่ที่เราได้เรียนรู้คือ แกงกระด้างแบบออริจินอลมันจะต้องจับตัวกันเป็นก้อนได้ด้วยไขมันจากขาหมู (ไม่ได้ใส่ผงวุ้นอย่างที่เคยคิด) แถมเป็นอาหารประจําฤดูหนาวเพราะต้องใช้ลมหนาวเป็นอาวุธในการปรุงให้มันเย็นตัวจนจับกันเป็นก้อนอย่างที่เห็น ซึ่งลองกินแล้วพบว่ากินง่ายเพราะรสชาติเหมือนแกงใส่พริกแห้ง แต่แค่เย็นกว่าและจิ้มด้วยมือเอามากินกับข้าวเหนียวได้ง่าย เป็นแกงที่กินแล้วสดชื่นเฉยเลย เมนูที่ 4 – จิ๊นงัวนึ่ง นํ้าพริกข่า.จิ๊นคือคําเรียกเมนูอาหารเหนือที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าพูดถึงจิ๊นนึ่ง มันก็คือเนื้อควายหรือวัวนึ่ง ซึ่งวิธีการทําจิ๊นนึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลานาน ต้องนําไปหมักเครื่องเทศก่อนแล้วค่อยนํามานึ่งกับใบมะกรูดจนกว่าเนื้อจะเปื่อยนุ่มจนได้ที่ จิ๊นนึ่งเจ้านี้ที่เราไปเจอในตลาดถึงได้ราคาสูงกว่าเมนูอื่นๆ เป็นพิเศษ คือขีดละราวๆ 60 บาท.ความอร่อยของจิ๊นนึ่งคือรสชาติของเนื้อวัวที่หมักกับเครื่องเทศจนหอม กลิ่นชัด และต้องกินคู่กับนํ้าพริกข่าที่คั่วจนแห้งได้ที่ มันคือการผสมกันอย่างลงตัวของกลิ่นเนื้อวัวที่ย่างจนหอมและเปื่อยนุ่มกับสมุนไพรกลิ่นชัดอย่างข่า ที่หาคําอธิบายไม่ถูกแต่ควรไปลองเอง เมนูที่ 5 – หน่อยัดไส้ เมนูนี้คล้ายๆ กับคั่วหน่อไม้เวอร์ชั่นกลับมาเกิดใหม่ ในรูปลักษณ์ที่พกพาง่ายกว่า เปลี่ยนจากการผัดเป็นการยัดหมูสับหมักลงไปในหน่อไม้ แล้วปิดหน่อให้เรียบร้อยก่อนจะเอาไปชุบไข่แล้วทอดจนสุกเหลือง ตอนซื้อแม่ค้าเขาก็จะห่อใส่ใบตองมาให้เป็นแท่งยาวๆ ถ้าเอาไปกินที่บ้านจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ได้ แต่ถ้าพกไปกินข้างนอกแล้วไม่สะดวกหั่นก็ใช้ช้อนตักกินกันพอไหว รสชาติก็เป็นมิตรคล้ายๆ กับคั่วหน่อเลย เมนูที่ 6 – ข้าวเหลือง.ถ้าให้รีวิวเมนูนี้แบบสั้นง่าย ก็บอกได้เลยว่ามันคือข้าวหมกไก่ที่เปลี่ยนจากข้าวสวยมาใช้ข้าวเหนียวแทนนั่นเอง เมนูนี้เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวไทใหญ่ และเดาว่าพะเยาน่าจะได้รับต่อมาจากเชียงรายอีกที แบบดั้งเดิมชาวไทใหญ่เขาจะใช้ดอกไม้สีเหลืองที่ชื่อดอกกู้ดในการให้สีเหลือง แต่ปัจจุบันเข้าใจว่าน่าจะปรับมาใช้ขมิ้น เหมือนกับข้าวหมกไก่.ในมุมของรสชาติที่ลองกิน เรารู้สึกว่ามันอร่อยและไม่เหมือนข้าวหมกตรงที่รสชาติของข้าวเหนียวที่ปรุงมาแบบติดเค็มนิดๆ กินกับเนื้อไก่ที่โปะมาให้แล้วเข้ากันดี จนแทบไม่ต้องปรุงหรือจิ้มอะไรเพิ่มเลยล่ะ เมนูที่ 7 – ข้าวแรมฟืน.เมนูสุดท้ายที่ต้องเก็บไว้เป็นไฮไลต์ คือข้าวแรมฟืน ซึ่งเป็นอาหารไทลื้อที่หาทานยากและเราทําการบ้านมานานแล้วว่าถ้ามาพะเยาจะต้องมาชิมให้ได้ เพราะที่ อ.เชียงคํา มีร้านดังอยู่เจ้าหนึ่งนั่นก็คือข้าวแรมฟืนปาจิ่ง ซึ่งขายมานานกว่า 60 ปี แต่พอถึงวันที่ได้มาเที่ยว เรากลับพบว่าร้านป้าจิ่งหยุดในช่วงที่เราไปพอดี เลยต้องปลอบใจตัวเองด้วยการลองกินข้าวแรมฟืนเวอร์ชั่นร้านในตลาดเทศบาล 1 แทน.ความไม่เหมือนใครของข้าวแรมฟืน คือส่วนผสมหลักที่เป็นแป้งก้อนๆ ทําจากแป้งที่เอาไปโม่และเคี่ยว หมักทิ้งไว้ข้ามคืนจนกลายเป็นก้อน แล้วเอามาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าราดด้วยนํ้าที่คล้ายๆ นํ้ายําถึง 5 อย่าง ทั้งนํ้าเต้าหู้ยี้เคี่ยวนํ้าอ้อย นํ้าผักกาดดอง ตามด้วยนํ้าขิง ถั่วป่น และพริกแห้งตําที่คั่วจนหอม ชิมแล้วเหมือนได้กินก๋วยเตี๋ยวที่มีรสเปรี้ยวหวานเค็ม สดชื่นจนเข้าใจแล้วว่าทําไมถึงเป็นเมนูที่ชาวบ้านแถวนี้โปรดปรานกันมาอย่างยาวนาน ถึงแม้มาคราวนี้จะไม่ได้กินร้านดัง ก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าได้กลับมาเที่ยวอีก ก็จะขอมาชิมฝีมือป้าจิ่งที่ร้านให้จงได้!  ปิดท้ายการรีวิว อ.เชียงคํา หลังจากที่ลงแต่รูปอาหารแบบไม่มีที่เที่ยวเลยสักนิด เลยขออวดภาพของฉันตอนพกพาอาหารพื้นถิ่นไปนั่งกินที่นํ้าตกภูซาง นํ้าตกยอดฮิตของผู้คนที่นี่ ฉันคิดว่าอาหารพื้นถิ่นนี่แหละคือเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างพะเยา โดยเฉพาะในอําเภอเล็กๆ ที่อาจจะไม่ได้มีแลนด์มาร์กดังๆ อย่างใครเขา เพราะฉันเชื่อว่าวัฒนธรรมอาหารที่แตกต่าง คือสะพานเชื่อมโยงตัวเราเข้ากับชุมชนที่เราไม่เคยรู้จักประสบการณ์การกินอาหารพื้นถิ่นของที่นี่ ทําให้ได้เห็นความน่ารักของชุมชน ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ ไปจนถึงวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังหลงเหลือ และทั้งหมดนี้คือรสชาติแปลกใหม่ที่การเดินทางมักมอบให้เราเสมอ

ชิม ‘เชียงคํา’ ทีละคําสองคํา ตอนที่ 2 อ่านเพิ่มเติม

ชิม ‘เชียงคํา’ ทีละคําสองคํา ตอนที่ 1

ทําความรู้จักพะเยา ผ่าน 12 เมนูของกิ๋นบ้านเฮาชื่อแปลก ถ้าขอสามคําทีแทนความประทับใจในการไปเที่ยวจังหวัดพะเยา สําหรับฉันคงจะไม่ได้มีคําว่ากว๊านพะเยาอยู่ในนั้น เพราะสามคํานั้นมันต้องเป็น แอ๊บอ่องออ หน่อยัดไส้ แกงกระด้าง! ใช่แล้วค่ะ นั่นคือบางส่วนของอาหารท้องถิ่นชื่อแปลกที่ฉันได้ชิมจากการไปเที่ยวพะเยาครั้งแรกในชีวิต โดยหมุดหมายที่เลือกไปพักคือ อ.เชียงคํา อําเภอที่ถือว่าดังเปนอันดับสองของ จ.พะเยา เหตุผลส่วนตัวก็คือแฟนของฉันมีบ้านเกิดอยู่ที่อําเภอนี้ มาเที่ยวทั้งทีเลยถือโอกาสทําความรู้จักพะเยาแบบอินไซต์ ผ่านอาหารถิ่นที่คนเชียงคําเขากินกันจริงๆ ว่าแล้วก็ตั้งเป้าหมายแน่วแน่ว่าจะตามแม่สามีไปเดินตลาดทุกวัน ตลาดเช้าบ้าง ตลาดเย็นบ้าง ถ้าเจออาหารหน้าตาไม่คุ้นหรือชื่อแปลกๆ จะซื้อมาลองกินให้หมด! เดินหาอาหารไทลื้อชื่อไม่คุ้น ที่กาดบ้านธาตุสบแวน ความพิเศษของเชียงคํา คือเป็นอําเภอที่ชาวไทลื้อหรือชาวสิบสองปันนาอพยพมาตั้งหลักแหล่งมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 1 โดยชาวชุมชนไทลื้อในเชียงคําได้อาศัยอยู่แถวบ้านหย่วนแห่งนี้และมีวัดพระธาตุสบแวนเป็นศูนย์รวมจิตใจ ดังนั้น ตลาดสดยามเย็นที่ตั้งอยู่ใกล้วัดพระธาตุสบแวนก็เลยเป็นแหล่งที่ยังมีอาหารไทลื้อแบบปรุงสําเร็จขายปะปนอยู่กับของกิ๋นจาวเหนือสไตล์คนเชียงคํา และที่สําคัญ แต่ละเมนูราคาเป็นมิตรมากๆ อยู่ที่ราวๆ ซาวบาท (หรือ 20 บาทถ้วน) เท่านั้นเอง หลังจากสนุกกับการอ่านและถามชื่อเมนูแปลกๆ เราก็คัดเลือกที่ชอบใจและชอบชื่อจากตลาดไทลื้อมาได้ 5 เมนูถ้วน เลยจัดแจงให้แม่ค้าจัดใส่ใบตองห่อกลับมาใส่จานกินที่บ้าน .เอาล่ะ ลองไปชิมกันว่ามันคืออะไร รสชาติเป็นยังไง แล้วชาวกรุงลูกคนจีนอย่างเราจะสู้ไหวหรือเปล่า เมนูที่ 1 – แอ๊บอ่องออ เมนูนี้เลือกมาชิมเพราะชื่อมันดูน่ารักบ้องแบ๊ว แต่ชีวิตจริงไม่แบ๊วอย่างชื่อ นิยามคําว่า ‘แอ๊บ’ ของคนเหนือ หมายถึงการเอาอาหารมาปรุงแล้วห่อใบตอง ก่อนจะนําไปปิ้งจนสุก พูดง่ายๆ ก็คืออาหารสไตล์ห่อหมก ตอนเดินตลาดที่นี่เราเจออาหารที่นําหน้าว่าแอ๊บเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็น แอ๊บปลานิล แอ๊บปลาดุก แอ๊บข้าวโพด แต่ที่พีกที่สุดคือแอ๊บอ่องออ เพราะมันคือแอ๊บที่ทำจากสมองหมู! จะชิมละนะ…อํ้า! คนที่คิดจะกินแอ๊บอ่องออ ด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้คือกลิ่นที่ค่อนข้างเฉพาะตัว เดาว่าน่าจะเป็นกลิ่นของสมองหมู แม้ว่าจะไม่ได้แรงขนาดที่โชยออกมาเตะจมูก แต่พอกินเข้าไปก็จะได้กลิ่นค่อนข้างชัดเจน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่กินของขมอย่างพวกดีปลา ดีวัวได้อยู่แล้วก็น่าจะสบายมาก ซึ่งถ้าผ่านความยากไปได้แล้วก็จะได้เพลิดเพลินกับความอร่อยของมันที่ชาวบ้านที่นี่เขาชอบกัน นั่นก็คือรสชาติมันๆ ผสมความนัวจากเครื่องเทศ กินจิ้มกับข้าวเหนียวร้อนๆ ชาวบ้านเขาบอกว่าลําขนาด! สําหรับเรา ยอมรับว่าไม่ถนัดแนวนี้มาก แต่มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องลองให้รู้จักและเข้าใจ ให้คะแนนความแปลกและหาทานยากไปเลยห้าดาว เมนูที่ 2 – นํ้าพริกนํ้าหน่อ นํ้าพริกนํ้าหน่อ คือเมนูนํ้าพริกพื้นบ้านเมืองเหนือที่หาทานได้ยากแล้ว จะยังหลงเหลืออยู่ในสังคมที่ยังมีความเป็นชนบท จึงถือว่าโชคดีมากที่เราได้เจอและได้ชิม ส่วนผสมหลักทําจากหน่อไม้ไผ่รวกดิบอ่อน (ซึ่งมีแค่ตอนหน้าฝนที่เราไปพอดี) เอาไปต้มแล้วขูดก่อนจะเอามาดองจนเกิดรสเปรี้ยว แล้วเคี่ยวกับพริกกระเทียมให้งวดจนกลายเป็นนํ้าพริกสีขาวๆ ที่มีเท็กซ์เจอร์ค่อนไปทางแห้งๆ สไตล์ขลุกขลิก ลองชิมแล้วรสชาติหนักไปทางเปรี้ยว เท็กซ์เจอร์หน่อไม้ดองมีความกรอบนิดๆ ซึ่งมีข้อดีคือพอเอาไปเคี่ยวแล้วก็แทบไม่เหลือกลิ่นดอง กลายเป็นความหอมหน่อยๆ แทน กินกับผักต้มหรือปลาเผาเราว่าเลิศ! เมนูที่ 3 – นํ้าพริกนํ้าผัก อีกหนึ่งนํ้าพริกทีเด็ดหากินยากที่ต่อยอดมาจาก ‘นํ้าผัก’ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวไทลื้อ โดยนํ้าผักนั้นเป็นการเอาผักสวนครัวหลายๆ อย่าง (ส่วนใหญ่เป็นผักกาดจ้อน ผักกาดเขียวปลี) มาสับหรือตําให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะเอามาดองด้วยนํ้า เกลือ และข้าวเหนียวเล็กน้อยจนได้ความเปรี้ยวที่ชอบ เอามากรองแล้วเคี่ยวไฟจนงวดแห้งจนคล้ายกากสีเขียวคลํ้า เก็บไว้ได้หลายเดือน เอามาโขลกกับพริกแห้ง เกลือ กระเทียม และมะแขว่น กลายเป็นนํ้าพริกนํ้าผักเอาไว้กินกับข้าวเหนียว ซึ่งพอชิมแล้วก็ยอมรับว่าเปรี้ยวกว่านํ้าพริกนํ้าหน่อซะอีก ถ้าไม่ใช่สายถนัดเปรี้ยวก็ไม่ควรกินเพียวๆ เลยล่ะ เมนูที่ 4 – น้ำพริกเห็ดด่าน.เห็ดด่าน หรือที่บางคนเรียกว่าเห็ดหล่ม เป็นเห็ดท้องถิ่น ทางภาคเหนือที่เก็บได้เฉพาะในฤดูฝน (โชคดีอีกแล้วเรา) เอามาจี่กับไฟแล้วหอมฉุย ปรุงอาหารได้หลายอย่าง แต่ที่นิยมกันมาก็คือเอามาทํานํ้าพริก โขลกกับพริกย่าง กะปิ หอมแดง กระเทียม หอมสุดๆ.ชิมแล้วขอให้คะแนนความอร่อยและกินง่ายไปเต็มร้อย เพราะรสชาติของนํ้าพริกเห็ดด่านที่ค่อนไปคล้ายๆ กับนํ้าพริกหนุ่ม อาหารเหนือที่เราคุ้นเคย (ส่วนผสมน่าจะคล้ายกัน) แต่เบิ้ลความอร่อยด้วยรสอูมามิของเห็ดที่เอาไปปิ้งหรือจี่กับไฟ ถือเป็นอาหารประจําฤดูฝนที่ลําขนาด! เมนูที่ 5 – คั่วหน่อ ตอนแรกก็เกือบจะเดินผ่านร้านนี้ไปมือเปล่า แต่พอได้ยินเสียงคุณป้ากําลังผัดๆ คั่วๆ และกลิ่นหอมอะไรไม่รู้ที่โชยมาจากเตา ก็ทําให้เราถอยกลับไปซื้อจนได้ ป้าบอกว่ากําลังคั่วหน่อไม้อยู่ ใกล้เสร็จแล้ว งั้นหนูขอห่อกลับเลยค่ะ เห็นหน้าตาคล้ายๆ ผัดหน่อไม้ตามร้านข้าวราดแกงในกรุงเทพฯ แต่คุณแม่สามีบอกว่า ไม่เหมือนจ้ะ เมนูนี้ก็อาหารพื้นเมืองเหมือนกันเจ้า พอได้ชิมแล้วก็เข้าใจว่ามันไม่เป็นเหมือนที่คิดจริงๆ แถมชอบกว่าด้วย เพราะมันเป็นการหน่อไม้ส้ม (ดอง) มาผัดเคี่ยวกับเครื่องแกงและหมูสับหรือหมูสามชั้น ไม่ได้เน้นรสเผ็ดจัดจ้านเหมือนตามร้านข้าวแกง แต่เน้นความหอม นัว กลมกล่อม และกินง่าย ถ้าเมนูอื่นๆ มันแปลกหรือกินยากไป แนะนําให้จานนี้เป็นคอมฟอร์ตฟู้ดประจํามื้อได้เลย  ผ่านมาแล้ว 5 เมนูชื่อแปลกของพะเยา เพื่อนๆ คนไหนคุ้นชื่อหรือเคยกินบ้างไหมคะ แอดขอชวนมาบอกต่อความอร่อยของเมนูเหล่านี้กัน สำหรับตอนต่อไป จะมีเมนูชื่อแปลกอะไรบ้าง ติดตามกันได้ในวันเสาร์หน้านะคะ

ชิม ‘เชียงคํา’ ทีละคําสองคํา ตอนที่ 1 อ่านเพิ่มเติม

10 จุดชมความงาม ยามอาทิตย์อัสดง

1. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ “พระปรางค์” ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่นที่สุดวัดหนึ่งของไทย หากมองจากฝั่งพระนครไปยังวัดอรุณฯ ในช่วงพลบค่ำ ก็จะเห็นภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ด้านหลังของพระปรางค์พอดิบพอดี องค์ประกอบต่างๆ ล้วนทำให้เกิดเป็นภาพที่สวยงามลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหารที่ตั้ง : ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครเปิดทุกวัน เวลา 8.30-17.30 น. 2. วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงปีที่ผ่านมา วัดไชยวัฒนารามเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต เนื่องจากเป็นฉากหนึ่งในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสทีโด่งดังไปทั่ว ทำให้มีผู้คนเดินทางมาตามรอยละครกันมากมาย วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยจำลองรูปแบบการก่อสร้างมาจากปราสาทนครวัด มีพระปรางค์องค์ใหญ่เป็นประธานของวัด และมีปรางค์บริวารอยู่ที่มุมทั้ง 4 รอบพระปรางค์ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ซึ่งมีเมรุทิศ เมรุราย อยู่ที่มุมและด้านของระเบียงคด นับเป็นโบราณสถานที่สวยงามตระการตาอีกแห่งหนึ่ง ในยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่สาดส่องมายังโบราณสถาน ทำให้เกิดมุมมองที่แปลกตา สวยงามไม่แพ้กลางวันเลย วัดไชยวัฒนารามที่ตั้ง : อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาเปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 3. ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ หลายๆ คนอาจจะตั้งตารอชมปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู ซึ่งใน 1 ปีจะเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แต่วันนี้แอดอยากจะบอกว่า ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงเวลานั้น เราก็มีรูปสวยๆ ไปอวดเพื่อนๆ ได้เหมือนกัน ยามดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ เตรียมจะลาลับขอบฟ้า เงาของปราสาทจะบดบังดวงอาทิตย์ ทำให้ปราสาทดูลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์ขลังมากยิ่งขึ้น ปราสาทหินพนมรุ้งที่ตั้ง : ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์เปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 4. สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จ.ตาก สะพานแห่งนี้ถือเป็นจุดชมวิวแม่น้ำปิงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.ตาก เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เราจะเห็นดวงอาทิตย์อยู่ตรงกับแนวสะพานพอดี เป็นภาพที่สวยงามมากๆ นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี บริเวณสะพานแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอีกด้วย สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีที่ตั้ง : อ.เมือง จ.ตาก 5. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มรดกโลกที่สำคัญของไทย ร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัยเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ภายในอุทยานฯ เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมายที่แม้จะปรักหักพังแต่ก็เต็มไปด้วยคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางจิตใจ ในช่วงเวลาโพล้เพล้ บริเวณสระน้ำหน้าวัดมหาธาตุนี่แหละคือสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักถ่ายภาพ ภาพความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานยามอาทิตย์อัสดงที่สะท้อนลงบนผิวน้ำนั้น งดงามเกินบรรยายจริงๆ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ตั้ง : ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัยเปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. 6. กว๊านพะเยา จ.พะเยา กว๊านพะเยาเป็นบึงน้ำที่เกิดจากการรวมตัวของลำห้วยต่างๆ ถึง 18 สาย เป็นบึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลากว่า 50 ชนิดด้วย คำว่า “กว๊าน” หมายถึง หนองน้ำ หรือบึงน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น ทัศนียภาพรอบกว๊านร่มรื่น มองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงาม บริเวณริมกว๊านมีร้านอาหารและสวนสาธารณะ ซึ่งสามารถมาเดินเล่น หรือชมพระอาทิตย์ตกดินได้ มีบริการนั่งเรือพายชมทัศนียภาพกว๊านพะเยาด้วย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท กว๊านพะเยาที่ตั้ง : ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา 7. ประภาคาร จ.ระนอง ประภาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือด่านศุลกากรระนอง เป็นอาคารแปดเหลี่ยม สูง 50 เมตร ถือว่าเป็นประภาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประภาคารมีทั้งหมด 9 ชั้น โดยชั้นที่ 9 เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมสวยงามของปากน้ำระนอง ก่อนไหลออกสู่ทะเลอันดามัน โดยอีกฟากฝั่งของแม่น้ำก็คือประเทศเมียนมานั่นเอง ใกล้มากๆ ในช่วงเย็น สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่เราสามารถมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ รับลมเย็นๆ และถ่ายรูปเล่นได้อีกด้วย บอกเลยว่าภาพประภาคารที่มีภูเขาและดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นฉากหลังนั้น สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย ประภาคาร จ.ระนองที่ตั้ง : บ้านเขานางหงส์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนองเปิดทุกวัน เวลา 8.00-20.00 น. 8. สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.พัทลุง รู้หรือไม่..สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.พัทลุง เป็นสะพานที่ยาวที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่าง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และ อ.ระโนด จ.สงขลา เข้าด้วยกัน โดยทอดยาวผ่านทะเลน้อยอันกว้างใหญ่ ทัศนียภาพโดยรอบสะพานเป็นเวิ้งน้ำกว้างไกล สามารถมองเห็นทะเลบัวแดงในช่วงเช้า ส่วนช่วงสายก็จะพบกับนกน้ำที่ออกหากิน และถ้าโชคดีก็อาจได้พบควายน้ำด้วย ไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่คือ ในช่วงเย็นเส้นทางนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นจุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาที่ตั้ง : ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 9. เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เกาะเต่า จุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เนื่องจากมีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากหลายชนิด เกาะเต่ามีหาดทรายขาวละเอียดและสะอาดสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นเกาะที่เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เกาะเต่าจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการการพักผ่อนอย่างแท้จริง ถึงแม้เกาะเต่าจะตั้งอยู่ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี แต่เนื่องจากอยู่ใกล้ฝั่งของ จ.ชุมพรมากกว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกาะเต่าจึงนิยมขึ้นเรือจากชุมพรเป็นส่วนใหญ่ เกาะเต่าที่ตั้ง : อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 10.

10 จุดชมความงาม ยามอาทิตย์อัสดง อ่านเพิ่มเติม

วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา

“วัดศรีโคมคำ” หรือ “วัดพระเจ้าตนหลวง” หรือ “วัดทุ่งเอี้ยง” เป็นพระอารามหลวงสำคัญของพะเยา ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2034 – 2067 สมัยพญาเมืองยี่ครองเมืองพะเยา ภายในพระวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง หรือ พระเจ้าองค์หลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา ขนาดหน้าตักกว้าง 16 เมตร สูง 18 เมตร พระเจ้าตนหลวงไม่เพียงแต่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยาเท่านั้น แต่ยังถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา ที่ประชาชนต่างเคารพศรัทธาและมักมาขอพรขอโชคลาภ ซึ่งว่ากันว่าได้สมดังปรารถนาทุกรายไป บริเวณพระระเบียงคดรอบพระวิหารหลวงมีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่มากมาย สามารถมาสักการะ ชมความงาม รวมทั้งศึกษารูปแบบศิลปะได้  ในบริเวณวัดยังมีพระอุโบสถกลางน้ำ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม เป็นเรื่องราวพุทธประวัติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนา ฝีมืออาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินท่านอื่นๆ  นอกจากนั้น บริเวณที่ติดกับกว๊านพะเยายังมีจุดชมวิว ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุดของกว๊านพะเยา เนื่องจากไม่มีสิ่งใดมาบดบังทิวทัศน์ เราจึงชมความงามของธรรมชาติได้อย่างเต็มตา แต่…วันที่แอดไปฟ้าครึ้มมาก อดชมความสวยงามเลย TT วัดศรีโคมคำที่อยู่ : 692 ถนนถนนพลโยธิน ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยาเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 06.30-18.00 น.โทร. 053 717 433, 053 744 674-5, 054 431 963พิกัด : https://goo.gl/maps/7T2FKonhcW42 เผยแพร่ใน Facebook : TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง วันที่ 19 มีนาคม 2562

วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา อ่านเพิ่มเติม

เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ : พะเยา และเชียงราย

สำหรับวันนี้แอดจะชวนเพื่อนๆ ไปชมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในเส้นทางพะเยาและเชียงรายค่ะ ซึ่งบอกเลยว่าน่าสนใจสุดๆ เพราะนอกจากจะได้ชมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว ระหว่างทางก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถแวะชมอยู่หลายแห่งด้วย  รับรองว่าสวยงาม คุ้มค่าการเดินทางสุดๆ ถ้าไม่เชื่อก็ตามแอดมาเลยจ้า  จังหวัดพะเยา แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ : ขุนน้ำแม่ปืม ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืม ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และยังเป็นต้นน้ำแม่ปืมอีกด้วย สถานที่ประกอบพิธีเสกน้ำ : วิหารวัดศรีโคมคำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา จังหวัดเชียงราย แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ : บ่อน้ำทิพย์ ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เชื่อกันว่าเทพารักษ์เป็นผู้เนรมิตบ่อน้ำแห่งนี้ขึ้น เพื่อใช้สรงพระธาตุในช่วงเทศกาล สถานที่ประกอบพิธีเสกน้ำ : อุโบสถวัดพระแก้วพระอารามหลวง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง จังหวัดพะเยา– วัดศรีโคมคำ– พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว– วัดพระธาตุจอมทอง จังหวัดเชียงราย– วัดร่องขุ่น– วัดพระแก้ว– อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช– วัดร่องเสือเต้น– พระตำหนักดอยตุง

เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ : พะเยา และเชียงราย อ่านเพิ่มเติม

ไต่ระฟ้า ดอยหนอก ดอยเดียวเหมือนได้เที่ยว 4 จังหวัด

ถ้าใครชอบความท้าทาย แอดบอกเลยว่า ต้องไปที่นี่ ดอยหนอก ดอยสูงเสียดฟ้าที่สามารถมองเห็นวิวของกว๊านพะเยา แถมขึ้นแค่ดอยเดียวก็สามารถมองเห็นวิวได้ทั้ง 4 จังหวัดเลย ดอยหนอกเป็นยอดดอยสูง 1,428 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ตั้งอยู่บนเส้นแนวแบ่งเขตจังหวัดพะเยาและจังหวัดลำปาง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง เส้นทางขึ้นดอยหนอก มีอยู่ 5 เส้นทาง คือ  – บ้านปากบอก อ.งาว จ.ลำปาง– บ้านปงถ้ำ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง– บ้านแม่นาเรือ อ.เมือง จ.พะเยา– อ่างเก็บน้ำบ้านตุ่น อ.เมือง จ.พะเยา– บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา *แอดแนะนำให้ขึ้นทางบ้านปากบอก ใกล้จุดชมวิวกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยม เพราะวิวสวยที่สุดและสามารถมองเห็นกว๊านพะเยาได้พิกัด จุดชมทิวทัศน์กว๊านพะเยา https://goo.gl/maps/YYWxnFTmeup ก่อนจะไปขึ้นดอยหนอก ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติดอยหลวง เพื่อนัดแนะวันเวลากันก่อน เพราะการขึ้นดอยหนอกนั้นไม่อนุญาตให้เดินขึ้นเอง ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง นอกจากนี้ยังต้องตกลงเรื่องลูกหาบ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกด้วย  อุทยานแห่งชาติดอยหลวง (หน่วยพิทักษ์ฯ จำปาทอง) โทร. 084 810 3569, 092 713 2046, 080 853 6033 ขอบคุณรูปภาพจากเพจ โลกของคนเดินทาง เอ้า!! ทุกคนพร้อม เริ่มเดินได้ การเดินทางจากบ้านปากบอก-ยอดดอยหนอก จะหยุดพักค้างคืน 1 คืนที่ยอดดอยหลวง โดยระยะทางจากจุดเริ่มเดินที่บ้านปากบอก-จุดพักค้างคืนดอยหลวง ประมาณ 9 กิโลเมตร และจากดอยหลวง-ดอยหนอก ประมาณ 2 กิโลเมตร ระหว่างทางต้องเจอกับเนินเขาสูง ที่ค่อยๆ ไต่ระดับความชันขึ้นไปเรื่อยๆ  – ป่าสนเขา ป่าบริเวณนี้จะมีต้นสนเยอะ– สันหมูแม่ด้อง เป็นจุดที่ชันเป็นอันดับ 2 ของเส้นทางนี้ แนวเขาแคบเหมือนสันหลังของ “หมูแม่ด้อง” (แม่หมูที่ผอมแห้ง)– ทุ่งหญ้าเด่นสะแกง ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง เป็นจุดที่ฝูงวัวจากด้านล่างจะเดินขึ้นมาหาหญ้ากิน– บันไดก่ายฟ้า เป็นจุดที่ชันที่สุดของเส้นทาง เป็นทางที่แคบและชันเหมือนการไต่บันไดที่พาดกับท้องฟ้า บรรยากาศของสันหมูแม่ด้อง ที่เห็นปุ๊บก็ต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก!! จะรอดไหมเนี่ย หลังจากเดินผ่านด่านบันไดก่ายฟ้ามาได้แล้ว ต้องเดินต่อไปอีก 1 กิโลเมตร เพื่อไปยังจุดพักค้างคืนที่ยอดดอยหลวง ในที่สุดก็ถึงดอยหลวงแล้ว พอขึ้นมาถึงตรงนี้ ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะเราจะได้เห็นบรรยากาศของหมอกที่พัดปลิว และทิวทัศน์ของแนวเขาที่เราเดินผ่านมา โอ้โห ทำไปได้ เดินมาได้ยังไงเนี่ย ดอยหลวงเป็นดอยที่สูงที่สุดในเทือกเขานี้ มีความสูง 1,694 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง สามารถมองเห็นกว๊านพะเยาได้อย่างชัดเจน และเห็นดอยหลวงเชียงดาวที่อยู่ไกลลิบๆ ด้วย ขึ้นมาถึงดอยหลวงแล้ว อย่าลืมมาไหว้หลวงพ่อดอยหลวงเพื่อความเป็นสิริมงคล เช้าวันรุ่งขึ้น เรามุ่งหน้าสู่ดอยหนอก จากจุดพักบนดอยหลวงถึงดอยหนอกระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร  การปีนขึ้นยอดดอยหนอกนั้น เราต้องทิ้งสัมภาระไว้ที่ตีนดอย เพราะทางชันมากๆ บางจุดชันถึง 90 องศา ต้องเกาะเชือกสลิงขึ้นไปเลยทีเดียว แต่เรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ คอยดูแลอยู่  ปกติเราเคยได้ยินแต่คำว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” แต่ที่นี่ แอดบอกเลยว่า “ยิ่งสูง ยิ่งเสียว” เสียวจนก้าวขาไม่ออก แต่เราก็ต้องรวบรวมความกล้า แล้วปีนขึ้นไปให้ถึงยอดให้ได้ ขอบคุณรูปภาพจากเพจ โลกของคนเดินทาง พอขึ้นมาถึงยอดดอย ก็อยากจะตะโกนว่า ทำได้แล้วเว้ยยยย  บนยอดดอยหนอกสามารถเห็นทิวทัศน์ได้ถึง 4 จังหวัด คือ พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และเชียงราย นี่แหละ แอดถึงบอกว่า ไปดอยเดียวเหมือนได่ไปเที่ยว 4 จังหวัด บนยอดดอยหนอกยังเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยหนอกและพระวิสุทธิเทพ (พระพุทธเจ้าปางนิพพาน) อีกด้วย

ไต่ระฟ้า ดอยหนอก ดอยเดียวเหมือนได้เที่ยว 4 จังหวัด อ่านเพิ่มเติม

เพื่อนร่วมทาง พา Go Local : จากสุ่มไก่ สู่สปาบ้านทุ่ง ชุมชนบ้านดอกบัว จังหวัดพะเยา

เพื่อนร่วมทาง พา Go Local : จากสุ่มไก่ สู่สปาบ้านทุ่ง ชุมชนบ้านดอกบัว จังหวัดพะเยา บ้านดอกบัวหรือบ้านบัว เป็นชุมชนต้นแบบแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา เคยได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประเภทชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ชนะเลิศระดับประเทศมาแล้ว อาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำเกษตรกรรม แต่ด้วยสภาพพื้นที่บริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีต้นไผ่รวกที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวบ้านจึงได้นำเอาต้นไผ่เหล่านั้นมาจักสานเป็นสุ่มไก่และเข่ง เพื่อหารายได้เสริมจากช่วงนอกฤดูทำนา ซึ่งปัจจุบันชุมชนก็ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการย่อขนาดของเข่งและสุ่มไก่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อหากลับไปเป็นของฝากของที่ระลึกเก๋ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาด้วย โดยทำเป็นกระเป๋าหลากหลายรูปทรง สีสันสดใส น่ารักทุกใบเลย งานจักสานและการทำสุ่มไก่ ถือเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีตลาดรองรับที่แน่นอน มีการส่งไปจำหน่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดด้วย เอาล่ะ!!! ถึงเวลาที่เรารอคอย หลังจากตากแดดตากฝนกันมา ก็ได้เวลาบำรุงผิวกันแล้ว…ถ้าเพื่อนๆ สนใจทำสปาบ้านทุ่งแบบนี้ ก็เปลี่ยนชุดแล้วเตรียมอบตัวกันเลย ข้างในสุ่มก็จะมีเก้าอี้นั่งอบตัว และหม้อดินสำหรับต้มสมุนไพรสูตรเฉพาะของชุมชนบ้านดอกบัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็สวยแล้ว ☺️ นอกจากงานจักสานและสปาสุ่มไก่แล้ว ที่นี่ยังมีที่พักแบบโฮมสเตย์ และมีฐานการเรียนรู้อื่นๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองเล่น ลองจับ ลองทำ และลองของกันจริงๆ อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เรียนรู้เศรษฐกิจตามรอยพ่อ พลังงานทดแทน ฝายชะลอน้ำ การเพาะเลี้ยงด้วงกว่าง การผลิตข้าวอินทรีย์ และการปลูกองุ่น ฯลฯ.สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร: 082 694 0939 หรือทางเว็บไซต์: th-th.facebook.compgBanbua

เพื่อนร่วมทาง พา Go Local : จากสุ่มไก่ สู่สปาบ้านทุ่ง ชุมชนบ้านดอกบัว จังหวัดพะเยา อ่านเพิ่มเติม

น้ำตกภูซาง น้ำตกอุ่นแห่งเดียวในประเทศไทย

น้ำตกภูซางอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติภูซาง เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยผาหม่น ในเขตอำเภอเชียงคำ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา และอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นแนวยาว 30 กิโลเมตร มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย น้ำตกภูซาง ตั้งอยู่ริมถนน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 200 เมตร เป็นน้ำตกหินปูนสูง 25 เมตร มีน้ำตลอดทั้งปี อุณหภูมิของน้ำประมาณ 33 องศาเซลเซียส น้ำใส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน บางคนจึงเรียกว่า “น้ำตกอุ่นภูซาง” สายน้ำตกจะไหลลงไปที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง เหมาะสำหรับการลงแช่ตัวมากๆ ด้านบนของน้ำตกภูซางมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เป็นทางเดินยกระดับและเส้นทางบนพื้นราบแบบวงรอบ ระยะทาง 996 เมตร ไม่ไกลมาก เดินกำลังสบาย งั้นเราเริ่มเดินกันเลย มาเที่ยวหน้าฝนมันก็จะเขียวๆ หน่อย ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นป่าพรุและบ่อน้ำอุ่น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกภูซาง ใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจคือ “บ่อน้ำอุ่นภูซาง” เป็นบ่อน้ำซับ แหล่งต้นน้ำของน้ำตกภูซาง อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส และเป็นบริเวณที่ธารน้ำอุ่นผุดขึ้นจากใต้พื้นดิน เดินตามทางเดินสะพานไม้ไปเรื่อยๆ จะพบดอกไม้และพรรณไม้นานาชนิด สามารถอ่านป้ายข้อมูลที่ให้ความรู้ไว้ตามจุดต่างๆได้ เดินอ่านไป ชมธรรมชาติไป แป๊บเดียวก็วนกลับออกมาที่จุดเริ่มต้นแล้ว หลังจากเดินชมธรรมชาติและเล่นน้ำตกเสร็จมาเหนื่อยๆ สามารถไปทานอาหารเติมพลังกันได้ เพราะบริเวณน้ำตกมีร้านอาหารและห้องน้ำให้บริการ แอดขอกระซิบว่าที่นี่ ส้มตำ ไก่ย่าง อร่อยมาก 

น้ำตกภูซาง น้ำตกอุ่นแห่งเดียวในประเทศไทย อ่านเพิ่มเติม

Magic Mountain Cafe

“เพื่อนร่วมทาง” พาไปจิบกาแฟ ชมทะเลหมอกฟินๆที่ Magic Mountain Cafe ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวนอุทยานภูลังกา บอกเลยว่าร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้ ขึ้นชื่อเรื่องวิวหลักล้าน อลังการสายหมอกเลยล่ะ…

Magic Mountain Cafe อ่านเพิ่มเติม

ตามหากามเทพตัวน้อย ที่วัดนันตาราม

วัดนันตาราม เดิมมีชื่อว่า “วัดจองคา” เพราะมุงด้วยหญ้าคา คนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดม่าน” หรือ “วัดจองเหนือ” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดนันตาราม” เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีและเป็นอนุสรณ์แด่พ่อเฒ่านันตา (อู๋) วงศ์อนันต์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่….

ตามหากามเทพตัวน้อย ที่วัดนันตาราม อ่านเพิ่มเติม

Scroll to Top